กกร. จับตาค่าเงินบาท กดดันส่งออกใกล้ชิด หวังรัฐเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 อัดฉีดเงินเข้าระบบ กระตุ้นเศรษฐกิจโตใกล้เคียงปีก่อนเฉียด 2.5%
นายผยง ศรีวณิช ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างใกล้ชิด รวมถึงปัจจัยต่างๆ รอบด้าน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยและการท่องเที่ยว เพื่อประกอบการพิจารณาทบทวนประมาณการการส่งออกปี 2568 อีกครั้งในการประชุมเดือนหน้า จากปัจจุบันยังคงประมาณการตัวเลขการส่งออกปีนี้ เติบโตไว้ที่ 2–3%

นอกจากนี้ หากการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ สามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 ให้ได้ราว 1 ใน 3 ของงบประมาณภายในสิ้นปีนี้ กระตุ้นนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศให้ไปถึง 34 ล้านคน ควบคู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคนละครึ่งพลัส สนับสนุนเอสเอ็มอี และ Made In Thailand ตามแนวทาง Quick Big Win ของรัฐบาล
“หากสามารถดูแลเสถียรภาพ และทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ตัวเลขการส่งออกปรับตัวสูงขึ้นได้ ประกอบกับปัจจัยข้างต้นจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ให้โตได้ใกล้เคียงกับปีก่อนที่โต 2.5% จากปัจจุบันคาดว่ามีแนวโน้มขยายตัวได้ 1.8-2.2% ตามที่ประเมินไว้เดิม“
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมามีปัจจัยกดดันสำคัญจากค่าเงินบาทที่แข็งค่ารุนแรง ซึ่งมีความสัมพันธ์กับราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่เรายังขาดข้อมูลเชิงลึก เพื่ออธิบายผลกระทบจากธุรกรรมทองคำและคริปโตเคอร์เรนซี รวมถึงการโอนเงินกลับประเทศของแรงงานต่างด้าวที่อยู่นอกระบบ ทำให้ตัวเลขดุลการชำระเงินส่วนใหญ่ถูกจัดอยู่ในหมวด “Errors & Omissions” โดยไม่สามารถจำแนกได้ชัดเจน
ดังนั้น กกร. จึงเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกัน เชื่อมโยงข้อมูล เร่งแยกแยะและวิเคราะห์ผลกระทบของธุรกรรมเหล่านี้ต่อภาคเศรษฐกิจจริง พร้อมทั้งพิจารณามาตรการเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างสมดุลในระยะยาว ที่ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่า อาทิ การจัดตั้งกองทุน Sovereign Wealth Fund เพื่อเป็นกลไกเพิ่มเติมตอบโจทย์กับกิจกรรมการเคลื่อนย้ายเงินทุน ไม่ยึดติดกับผลิตภัณฑ์เดิม รองรับและบริหารความผันผวนอย่างเป็นระบบ
ขณะเดียวกัน ไทยต้องเร่งยกระดับสินค้าต้องมีมูลค่าวัตถุดิบที่ผลิตในประเทศ (Regional Value Content : RVC) เนื่องจากหากไม่สามารถรักษาระดับที่เหมาะสมได้ อาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดสหรัฐ และส่งผลต่อแรงงานราว 4 แสนคนที่เกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาการใช้วัตถุดิบในประเทศ และเสริมสร้างอุตสาหกรรมต้นน้ำให้แข็งแรง โดยมี RVC ที่เหมาะสมอยู่ที่ 40% ซึ่งจะเป็นเกณฑ์สำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้อย่างมั่นคงในตลาดโลก
นายผยง กล่าวเพิ่มเติมว่า กกร. ยังยืนยันความพร้อมที่จะสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ในช่วงระยะเวลาก่อนการเลือกตั้ง เพื่อให้มาตรการด้านเศรษฐกิจไม่สะดุด และสามารถสร้างความต่อเนื่องในการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน โดย กกร. ได้เสนอร่างพิมพ์เขียว เวที “Reinvent Thailand” เพื่อเป็นกรอบการทำงานที่รวดเร็วและคล่องตัวเหมาะสมกับบริบทโลกที่มีการเปลี่ยนแปลง ในการฟื้นฟูและยกระดับเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป