” ธรรมนัส ” ผนึก 4 กระทรวง ลงนาม MOU หนุนใช้ยางพาราในประเทศ เตรียมนำร่องใช้ยางเพื่องานชลประทานเป็นอันดับแรก – กยท.เตรียม 4,500 ล้านบาท รับซื้อยางพารา

วันที่ 2 ต.ค.2568 ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รมช.เกษตรและสหกรณ์ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รมช.เกษตรและสหกรณ์ โดยมี นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายอัครา พรหมเผ่า รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายองอาจ วงษ์ประยูร รมช.ศึกษาธิการ

ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วย การส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ยางพาราในภาครัฐ ระหว่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และการยางแห่งประเทศไทย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งในการสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศ การสร้างเสถียรภาพราคายางพารา และการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางและประชาชน ผ่านการใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ยางพาราในรูปแบบต่าง ๆ

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญที่จะผลักดันให้ยางพาราไทยนำมาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง เป็นรูปธรรม และมีความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะทำหน้าที่ประสานและบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศให้ได้มากที่สุดและต้องมีความยั่งยืน

ทั้งการนำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมด้านเกษตร การศึกษา กีฬา การท่องเที่ยว การพัฒนาสังคม โครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงขยายการใช้ผลิตภัณฑ์ยางพาราในภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมไทย นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังวางนโยบายขยายตลาดยางพาราไทย ไปยังเป้าหมายหลักในหลายประเทศ โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างประเทศจีน ควบคู่ไปกับการเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศ

ทั้งนี้ กระบวนการดำเนินงานภายใต้ MOU จะมีการรับซื้อและเปลี่ยนยางรถยนต์ที่จะให้ใช้ยางของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เท่านั้น โดยลำดับแรกจะเร่งออกระเบียบที่เกี่ยวข้อง และยังมีกระบวนการอื่น ๆ ที่ต้องดำเนินการให้หน่วยงานภาครัฐเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ยางพาราจากของ กยท. เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

“ความร่วมมือระดับ 4 กระทรวงครั้งนี้ จะช่วยสร้างเสถียรภาพราคายาง ลดพึ่งพาการส่งออกวัตถุดิบ และสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้แก่พี่น้องชาวสวนยาง ตลอดจนช่วยยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ยางพาราไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ที่สำคัญ คือ การร่วมมือกันของทุกภาคส่วน จะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนางานยางพาราทั้งระบบ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมของไทยให้มีความยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ ภายหลังลงนาม MOU แล้ว การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เตรียมรับซื้อน้ำยางสดทันที เพื่อส่งไปยังโรงงานในกำกับใช้เป็นส่วนผสมในอุตสาหกรรมยางล้อ และใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตท่อ และทุ่นลอยน้ำเพื่อใช้ในงานระบบระบายน้ำชลประทาน ซึ่งจะเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ช่วยรักษาเสถียรภาพราคายางพาราในตลาดและทำให้ราคายางขยับสูงขึ้นได้อย่างแน่นอน

ในส่วนความร่วมมือจากกระทรวง พม. เตรียมแผนนำยางไปใช้ผลิตเป็นไม้เท้าสำหรับผู้พิการทางสายตา กระทรวงการท่องเที่ยวฯ นำยางไปผลิตเป็นอุปกรณ์กีฬา และของชำร่วยสำหรับนักท่องเที่ยว ขณะที่กระทรวงศึกษาฯ เตรียมแผนนำไปผลิตเป็นหมอนยางพาราเพื่อใช้ในโรงเรียนประจำ รวมถึงผลิตเป็นอุปกรณ์ใช้ในการศึกษาอีกด้วย”

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ขับเคลื่อนนโยบายทันที โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ โครงการเครือข่ายงานวิจัย ทดสอบและวิเคราะห์คุณภาพ ระหว่าง การยางแห่งประเทศไทย กับ กรมชลประทาน เพื่อเผยแพร่ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านงานวิจัย และบูรณาการงานวิจัยร่วมกัน ซึ่งเน้นการศึกษาคุณสมบัติ วิเคราะห์ และพัฒนาวัสดุที่มีส่วนผสมของยางเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติงานด้านชลประทานอีกด้วย

นายเพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ปี 2569 กยท.เตรียมเงิน 4,500 ล้านบาท รับซื้อยางพารา เพื่อชะลอการขาย หนึ่งในมาตรการพยุงราคายางพารา เพื่อให้ยางพารามีราคาขยับตัวเพิ่มขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน