“แอสคอทท์” ปักหมุดขยายพอร์ตภูเก็ต–หาดใหญ่ ดันห้องพักแตะ 1 หมื่นยูนิตในปี 2571 เดินหน้ารุก “ซีเนียร์ลีฟวิ่ง” เจาะตลาดผู้สูงอายุ

นายคณิต แสงมุกดา ผู้จัดการทั่วไปประจำประเทศไทยและลาว ดิ แอสคอทท์ ลิมิเต็ด ประเทศไทย (แอสคอทท์) ผู้ดำเนินธุรกิจเซอร์วิสเรสซิเดนซ์และโรงแรม ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ แคปปิตอล แลนด์ ผู้ลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ของกลุ่มเทมาเส็ก ประเทศสิงคโปร์ เปิดเผยว่า แอสคอทท์ ยังมองประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญและเป็นศูนย์กลางการเติบโตหลักในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

และด้วยจุดแข็งของแอสคอทท์ ภายใต้โมเดล Flex Hybrid ซึ่งให้บริการห้องพักที่สามารถรองรับทั้งการพักระยะสั้น สำหรับนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และที่พักระยะยาว สำหรับลูกค้าองค์กร ทั้งนี้เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดบริษัทได้ขยายสู่การรับบริหารคอนโดมิเนียม ตลอดจน การบริหารแบรนด์เดด เรสซิเดนซ์ ให้กับคอนโดมิเนียมในกลุ่มพรีเมียม

โดยเป้าหมายภายในปี 2571 กลุ่มแอสคอทท์ตั้งเป้ามีห้องพักภายใต้การบริหารรวมทั้งสิ้น 10,000 ห้อง ครอบคลุมหลายแบรนด์ตั้งแต่ แอสคอทท์,โอ๊ควูด สวีท,ซัมเมอร์เซ็ท,ซิทาดีนส์,Preference และ Lyf ซึ่งเป็นห้องพักในรูปแบบ โคลีฟวิ้ง รองรับนักธุรกิจและท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่เน้นการท่องเที่ยวเขิงประสบการณ์

จากปัจจุบันแอสคอทท์มีห้องพักภายใต้การบริหารรวมกว่า 6,000 ห้อง ซึ่งรวมการบริหารพื้นที่ส่วนกลางให้กับคอนโดมิเนียม โครงการคัลเจอร์ จุฬาฯ และ คัลจอร์ ทองหล่อ แล้ว ที่สำคัญล่าสุดบริษัทยังได้ขยายพื้นที่การให้บริการไปยัง จ.ภูเก็ต ด้วยการรับบริหารโรงแรมดิแอสคอทท์ อะเบิฟ ป่าตอง ภูเก็ต รีสอร์ท ขนาด 200 ห้อง และ แบรนด์เดด เรสซิเดนซ์ แห่งแรกของแอสคอทท์ ภายใต้ โครงการแอสคอทท์ อะเบิฟ ป่าตอง ภูเก็ต เรสซิเดนซ์ ซึ่งพัฒนาภายใต้ บริษัท เวิลด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยมีนายจิรศักดิ์ จิยะจันทน์ ในฐานะผู้พัฒนาโครงการดังกล่าว

อีกทั้งภายในเดือนต.ค.นี้ ยังเตรียมเซ็นสัญญาบริหารโรงแรมโอ๊ควูด หาดใหญ่ จ.สงขลา ขนาดไม่เกิน 200 ห้อง โดยจะเปิดให้บริการห้องพักในกลางปี 2569 ซึ่งถือเป็นการขยายการให้บริการเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตธุรกิจไปยังจุดหมายปลายทางสำคัญๆ ของประเทศไทย

นอกจากนี้แอสคอทท์ ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาธุรกิจให้บริการที่พักสำหรับผู้สูงอายุ ที่ดูแลตัวเองได้ หรือซีเนียรลีฟวิ่ง ซึ่งแอสคอทท์เคยมีประสบการณ์ใน แอสคอทท์ มาเลเซีย มาแล้ว เนื่องจากบริษัทมองเห็นความต้องการในตลาดที่พักสำหรับผู้สูงวัย ที่เน้นการดูแลเชิงสุขภาพ เพื่ออายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ (Longevity)

ประกอบกับปัจจุบันคนไทยเริ่มมีความเข้าใจและยอมรับกับการอยู่อาศัยในรูปแบบซีเนียร์ลีฟวิ่งมากขึ้น อีกทั้งประเทศไทยยังหนึ่งในจุดหมายของต่างชาติที่ต้องการมาใช้ชีวิตหลังเกษียณอีกด้วย

นายคณิต ยังกล่าวถึงแนวโน้มยอดจอดห้องพักในช่วงฤดูท่องเที่ยวของไทยช่วงไตรมาส 4 ปี 2568-ไตรมาส 1 ปี 2569 ว่า เริ่มฟื้นตัวโดยหลายพื้นที่เริ่มขยับดีขึ้น จากไตรมาส 2 และ 3 ปีนี้ ที่มีหลายสถานการณ์ที่เข้ามากระทบ แต่อย่างไรก็ดีในส่วนของแอสคอทท์ คาดการณ์ว่าอัตราการเข้าพักภายในสิ้นปีนี้จะเฉลี่ยที่เกือบ 70% จากปัจจุบัน แอสคอทท์ กรุงเทพฯ มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 68% ศรีราชาและพัทยา 70% และเวียงจันทน์ 80%

“ยอมรับว่าปีนี้ภาคท่องเที่ยวของไทยปีนี้เผชิญความท้าทายทั้งความกังวลเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และที่่สำคัญคือ ค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมองว่าไทย เป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวที่ราคาแพง เมื่อเทียบกับเวียดนาม และอินโดนีเซีย ส่งผลให้อัตราการเข้าพักเฉลี่ยทั้งปีของแอสคอทท์ลดลงใกล้เคียงกับอุตสาหกรรมที่ติดลบ 7% แต่อย่างไรก็ดีคาดว่าในปี 2569 รายได้จะกลับมาเติบโตได้ 7% และอัตราการเข้าพักจะใกล้เคียงก่อนเกิดโควิดที่ราว 80%” นายคณิต กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน