หอการค้า ชี้ดัชนีเชื่อมั่นบริโภค ก.ย. พุ่งครั้งแรกในรอบ 8 ด. คนหวังรัฐบาลใหม่ -มาตรการคนละครึ่ง
นายวาทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือน ก.ย. 2568ว่าดัชนีปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 50.1 เป็น 50.7 แต่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามการค้า ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเปิดเผยว่าเปิดผเยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย.ปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน ดัชนีโดยรวมและดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับสถานการณ์ในอนาคตปรับตัวดีขึ้นทุกรายการเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือนเช่นกัน
เนื่องจากผู้บริโภคมีความหวังและมีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นายอนุทิน ชาญวีรกูล และคณะรัฐมนตรีจะสามารถใช้นโยบายของรัฐเช่น โครงการคนละครึ่งพลัส และเติมเงินบัตรคนจน กระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้ แม้ว่ายังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามการค้าที่สหรัฐฯ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาที่อาจส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวได้ช้าก็ตาม จึงทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทย(ภาคธุรกิจ)เดือน ก.ย. 2568 ปรับตัวลดลง มาอยู่ที่ 44.0 ลดลง จากเดือนก่อนหน้า ที่ 44.2 ทั้งนี้เป็นการปรับลดลงต่อเนื่องทุกภาคเป็นเดือนที่ 7 แต่ดัชนีในอนาคตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาคธุรกิจมีความหวังกับนโยบายรัฐบาล
สำหรับปัจจัยหลักที่ทำให้ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจยังปรับลดลงเนื่องจากยังมีปัญหาสงครามการค้า โดยภาษีTransshipmentของสหรัฐอเมริกายังไม่มีความชัดเจน รวมทั้งความขัดแย้งบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังมีความยืดเยื้อยาวนาน อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจต้องการให้รัฐบาลเร่ง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี แก้ไขความขัดแย้งบริเวณพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัว รวมทั้งรักษาเสถียรภาพของค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการส่งออกและภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน