สศก.เปิดสถิติ 8 เดือนแรกปี 2568 สินค้าเกษตรไทย เกินดุล 7.05 แสนล้านบาท สะท้อนศักยภาพไทยในตลาดโลก “ทุเรียน” ที่ยังคงครองแชมป์แถวหน้าตลาดจีน
วันที่ 9 ต.ค.2568 นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ( สศก.) เปิดเผยว่า ช่วงเดือนม.ค.- ส.ค. 2568 มีมูลค่า สินค้าเกษตรไทย รวม 1,661,483 ล้านบาท ลดลง 5.17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยแบ่งเป็น การส่งออก 1,183,482 ล้านบาท ลดลง 6.01% และ การนำเข้า 478,001 ล้านบาท ลดลง 3.01%
แม้มูลค่าการค้ารวมลดลง แต่ไทยยัง เกินดุลการค้าสินค้าเกษตรสูงถึง 705,481 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อศักยภาพสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก ในส่วนของสินค้าส่งออกหลัก พบว่า “ทุเรียนสด” ยังครองตำแหน่งแชมป์อันดับ 1 ด้วยมูลค่ากว่า 118,702 ล้านบาท แม้จะลดลงเล็กน้อยเพียง 1.4% แต่ยังสะท้อนถึงความต้องการที่แข็งแกร่งจากตลาดจีนที่เป็นตลาดหลักของไทย
รองลงมาคือ ข้าว มูลค่า 86,116 ล้านบาท หดตัวแรงถึง 36.94% ตามด้วย ยางธรรมชาติ มูลค่า 68,951 ล้านบาท ลดลง 10.65% ขณะที่ ไก่แปรรูป อยู่อันดับ 4 มูลค่า 68,353 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 1.44% ส่วนอันดับ 5 คือ อาหารสุนัขและแมว มูลค่า 63,550 ล้านบาท กลับเติบโตสวนกระแสเล็กน้อยที่ 0.14%

สำหรับสินค้านำเข้า 5 อันดับแรก ส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและการผลิตปศุสัตว์ ได้แก่ ถั่วเหลือง มูลค่า 42,919 ล้านบาท ลดลง 8.68% กากถั่วเหลือง มูลค่า 26,571 ล้านบาท ลดลง 22.69% อาหารปรุงแต่งอื่น ๆ มูลค่า 22,053 ล้านบาท ลดลง 2.73% ข้าวสาลีและเมสลิน มูลค่า 21,538 ล้านบาท ลดลง 7.63% มันสำปะหลัง มูลค่า 21,021 ล้านบาท ซึ่งกลับขยายตัวถึง 8.07% เนื่องจากถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์และอาหารสัตว์เลี้ยงส่งออก
อย่างไรก็ตามสหรัฐฯ–ญี่ปุ่น–อียู ยังเชื่อมั่นสินค้าไทย แม้ภาพรวมการค้าโลกจะชะลอตัว แต่สินค้าเกษตรไทยยังมีจุดแข็ง โดยเฉพาะสินค้าแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น อาหารสุนัขและแมว รวมถึง ไก่แปรรูป ซึ่งยังได้รับความนิยมในตลาด สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป (อียู) สะท้อนความเชื่อมั่นในมาตรฐานและคุณภาพของสินค้าเกษตรไทย
ขณะเดียวกัน การเจรจาลดภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯ เหลือ 19% ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยเสริมความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ส่งออกไทยในตลาดใหญ่แห่งนี้

นายฉันทานนท์ กล่าวว่า สินค้าเกษตรไทยยังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้ง สภาพอากาศแปรปรวน, ต้นทุนการผลิตสูง, เศรษฐกิจโลกชะลอตัว, และ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก สินค้าบางรายการเริ่มได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะ ข้าว ที่ต้องแข่งราคากับอินเดียและเวียดนาม รวมถึง ยางธรรมชาติ ที่เผชิญราคาตลาดโลกผันผวนและอุปสงค์ในอุตสาหกรรมยานยนต์ลดลง
“สิ่งที่ไทยต้องเร่งคือการใช้ประโยชน์จาก ข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) อย่างเต็มที่ เพื่อขยายตลาดและเพิ่มโอกาสทางการค้าในช่วงเศรษฐกิจโลกไม่แน่นอน รวมถึงการพัฒนา สินค้าเกษตรมูลค่าเพิ่ม ที่มีความยั่งยืนและตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่”