เคทีซี เผยหลังโควิด-19 คนรุ่นใหม่หันใช้จ่ายเพื่อสุขภาพควบคู่ท่องเที่ยว ยอดใช้จ่ายโรงแรมแนว Wellness สูงกว่าโรงแรมทั่วไป 1.88 เท่า เดินหน้าสร้าง “KTC Wellness Hub” เชื่อมพันธมิตรสุขภาพกว่า 60 ราย หนุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมูลค่าเพิ่มสูง และผลักดันไทยสู่ “Wellness Destination” ระดับโลก

วันที่ 9 ต.ค. 2568 นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าการใช้จ่ายในหมวดท่องเที่ยวยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เห็นได้ชัดคือ สมาชิกผู้ถือบัตรเครดิตเคทีซี มีพฤติกรรมใช้จ่ายด้านสุขภาพควบคู่กับการท่องเที่ยวมากขึ้น โดยดูได้จากยอดใช้จ่ายในโรงแรมที่ตอบโจทย์ด้านการดูแลสุขภาพ (Wellness) มียอดต่อครั้งสูงกว่า การใช้จ่ายโรงแรมทั่วไปสูงถึง 1.88 เท่า และยังเห็นสัญญาณการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพของกลุ่มคนอายุ 30–35 ปี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
โดยเคทีซี มองว่าการท่องเที่ยวในอนาคตคือการสร้างระบบนิเวศน์ด้านการท่องเที่ยว (Travel Ecosystem) ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและคุณภาพชีวิตในทุกขั้นตอน ผ่านการออกแบบสิทธิประโยชน์เฉพาะสำหรับ Customer Journey เช่น แพลตฟอร์ม KTC Wellness Hub ที่รวบรวมสิทธิประโยชน์มากกว่า 60 พันธมิตร ครอบคลุมรีสอร์ทสุขภาพ โรงพยาบาล สปา และร้านอาหารสุขภาพ เพื่อมอบสิทธิพิเศษที่ไม่ใช่แค่ส่วนลด แต่เปิดโอกาสให้สมาชิกเข้าถึงบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐาน สะดวก และได้ความคุ้มค่า
อย่างไรก็ดีบทบาทของเคทีซีไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการบัตรเครดิต แต่เป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผู้ประกอบการในการเชื่อมต่อกับฐานลูกค้าของเคทีซีกว่า 2.8 ล้านราย และสร้างโอกาสใหม่ในตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและพร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่จุดหมายปลายทางการบริการด้านสุขภาพ หรือ Wellness Destination ชั้นนำของโลก
“Wellness Tourism กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยหลังการระบาดของโควิด-19 พบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น โดยสอดคล้องข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ที่ระบุว่าตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโลก ในปี 2568 จะมีมูลค่าตลาดถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 230 ล้านล้านบาท ซึ่งตลาด Wellness Tourism ทั่วโลก มีการเติบโตเร็วกว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า” นางสาววริษฐา กล่าว
โดย เคทีซี ได้จัดเสวนา “Thailand Wellness Tourism: From Longevity Economy to Lifestyle for All”

ทั้งนี้นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) และที่ปรึกษา BDMS Wellness เปิดเผยว่า วิกฤตโควิด-19 ทำให้ผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพทั้งด้านอาหาร การออกกำลังกาย และสุขภาพจิต จนแนวคิด Well-being กลายเป็นไลฟ์สไตล์สำคัญและต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่สร้างคุณค่าแก่ทั้งร่างกายและเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผู้ที่เดินทางเพื่อสุขภาพโดยตรง (Primary Wellness Tourism) และมียอดใช้จ่ายสูง สัดส่วน 15% และผู้ที่ท่องเที่ยวทั่วไปแต่ใช้จ่ายด้านสุขภาพเสริม (Secondary Wellness Tourism) มีสัดส่วน 85%
นายภูมิกิตติ์ ยังย้ำอีกว่า หากประเทศไทยต้องการเป็น Wellness Destination ระดับโลก ต้องเร่งขยายฐานกลุ่ม Primary ผ่านการสร้าง Ecosystem ครบวงจร ตั้งแต่นโยบายรัฐ มาตรฐานบริการ แพ็กเกจท่องเที่ยวสุขภาพแบบบูรณาการ จนถึงการสร้างสุขภาวะให้คนไทยเอง พร้อมทั้งเจาะตลาด Gen Z (13–28 ปี) นักเดินทางรุ่นใหม่ที่พร้อมลงทุนเพื่อประสบการณ์สุขภาพและคุณภาพชีวิต ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

นายกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาประธานบริหารและประธานกรรมการ บริษัท ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม ศูนย์สุขภาพ สปา สปาเพื่อสุขภาพ และรับจ้างบริหารโรงแรมและสปา ภายใต้แบรนด์ ชีวาศรม กล่าวว่าชีวาศรม หัวหิน เปิดดำเนินการมากกว่า 30 ปี โดยหลังเกิดการระบาดของโควิด-19 พบว่าฐานลูกค้าคนไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจบุบันมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 20% จาก 2% ขณะที่อีก 80% ยังคงเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยิ่งไปกว่านั้นแม้ฐานลูกค้าที่มารับบริการด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของขีวาศรม โดยหลักจะเป็นกลุ่ม Gen X (46–60 ปี) รองลงมาคือ Gen Y (31–45 ปี) ที่นิยมท่องเที่ยวควบคู่สุขภาพแบบองค์รวม มียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 60,000–100,000 บาทต่อคนต่อทริป โดยกลุ่มลูกค้าต่างชาติยังมีแนวโน้มพักระยะยาวมากขึ้น ตั้งแต่ 7 คืนจนถึง 3 เดือน บางรายอยู่นานถึง 6 เดือน ขณะที่ลูกค้าคนไทยพักสูงสุด 3 คืน แต่กลุ่มอายุเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ ทำให้ล่าสุด ชีวาศรม หัวหิน ได้ขยายการเปิดรับลูกค้าอายุตั้งแต่ 14 ปีขึ้นไป จากเดิมที่รับลูกค้าอายุต้เงแต่ 16 ปีขึ้นไป ซึ่งสะท้อนว่าคนไทยเริ่มมีความเข้าใจในการดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น
นายกรด กล่าวเพิ่มเติมว่า การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยได้ ต้องใช้เสน่ห์ความเป็นไทย เป็นตัวดึงดูดเพราะผู้คนทั่วโลกตระหนักว่าสุขภาพคือเรื่องสำคัญและใช้การท่องเที่ยวเป็นโอกาสปรับพฤติกรรม ประเทศไทยมีจุดแข็งครบ ทั้งอาหารสุขภาพ สมุนไพร การแพทย์แผนไทย และวัฒนธรรมที่สัมผัสได้จริง ไม่เพียงสร้างประสบการณ์ แต่ยังช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
ในขณะเดียวกันชีวาศรม ยังได้เข้าไปรับบริหารซูลาล เวลเนส รีสอร์ท ประเทศกาตาร์ ซึ่งถือหุ้นโดยรัฐบาลกาตาร์ นับเป็นรีสอร์ทเพื่อสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในประเทศกาตาร์ และเป็นรีสอร์ทแห่งแรกของโลกที่นำเสนอ ศาสตร์การดูแลสุขภาพของชาวอาหรับและอิสลามแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ล่าสุดชีวาศรม ยังได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับรัฐบาลจีน เพื่อเข้ารับบริหารเวลเนส รีสอร์ท ในประเทศจีน ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา

ทางด้านนายปราโมทย์ เดชะบุญศิริพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปุริ จำกัด กล่าวว่าประเทศไทยมีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมที่ผูกโยงกับ 5 Senses – กลิ่น รส สัมผัส เสียง และบรรยากาศ ซึ่งปัญญ์ปุริได้นำมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ และ ประสบการณ์เชิงสุขภาพ (Wellness Experience) ที่แตกต่าง เช่น กลิ่นหอมจากพืชพันธุ์ธรรมชาติและภูมิปัญญาโบราณที่ช่วยบำบัดความเหนื่อยล้าได้จริง และยังเป็นกระจายสู่ท้องถิ่น อย่างไรก็ดี ตลาด Wellness กำลังเปิดกว้างต่อประสบการณ์ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่น ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่มีความโดดเด่นและแตกต่าง
“แม้เส้นทางสู่ตลาดโลกยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งเรื่องมาตรฐานสากลด้านคุณภาพ ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และการสื่อสารแบรนด์ให้ร่วมสมัย การพัฒนาตลาด Wellness จึงไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังเสริมพลัง Soft Power ไทย และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนอีกด้วย”

ขณะที่นางสาวจุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network กล่าวว่า อาหารไทยมีความพร้อมอย่างมากในการเป็นหนึ่งในหัวใจของ Wellness Tourism เพราะเรามีภูมิปัญญาเรื่องสมุนไพร เครื่องแกง และการผสมรสที่สะท้อนหลัก อาหารเป็นยา ( Food as Medicine ) อย่างแท้จริง หากประเทศไทยสามารถยกระดับความเข้าใจเรื่องคุณค่าอาหารไทย และสื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง รสชาติ สุขภาพ และ วัฒนธรรม ก็จะสามารถต่อยอดอาหารไทยให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของ Wellness Tourism ได้ ทั้งในแง่เศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ประเทศ และคุณค่าทางใจของผู้มาเยือน
ทั้งนี้ข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุว่าอุตสาหกรรม Wellness Tourism จะเติบโตเป็น 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 51 ล้านล้านบาท ภายในปี 2570 ซึ่งเติบโตเร็วกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า โดยนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปประมาณ 1,886 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 68,000 บาท สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 56% ขณะเดียวกันประเทศไทยยังครองอันดับ 1 ด้านการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ระหว่างปี 2565 – 2566 จากบรรดา 25 ตลาดสุขภาพชั้นนำของโลก
“ด้วยจุดแข็งด้านอาหาร สมุนไพร และภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากที่จะก้าวสู่ ‘Wellness Hub แห่งเอเชีย โดยเฉพาะหากเรานำแนวคิดอาหารเป็นยา และ Wellness on a Plate มาต่อยอดเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทั้งอร่อย ดีต่อสุขภาพ และสะท้อนคุณค่าความเป็นไทยได้อย่างร่วมสมัย” นางสาวจุฑามาศ กล่าวทิ้งท้าย

นายริชาร์ด ดอยท์ล ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ กล่าวว่า The Sukhothai Spa ถือเป็นการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่นำเอกลักษณ์เรือนไทยโบราณผสานกับศาสตร์การบำบัดสมัยใหม่ จนกลายเป็นพื้นที่ที่สร้างทั้งการพักผ่อนและการเยียวยาแบบองค์รวม เชื่อมโยงประสบการณ์ทางวัฒนธรรมเข้ากับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัย นอกจากนี้การได้รับรางวัล Michelin Keys 2 ยังสะท้อนมาตรฐานการบริการระดับโลกของโรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Destination ชั้นนำของโลก ได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย