พาณิชย์ ลุยลดค่าครองชีพ จัดนิวเยียร์เมกะเซล-ดันราคาข้าวเพิ่ม 5%
25 ต.ค. นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานของกรมการค้าภายใน ภายใต้นโยบาย Quick Big Win ว่า ขณะนี้กรมฯกำลังดำเนินการ 4 เรื่องเร่งด่วน คือ ลดค่าครองชีพประชาชน ผ่านโครงการธงฟ้าและธงฟ้าคนละครึ่ง ลดภาระค่ายา ผ่านโครงการสุขกายสบายกระเป๋า ลดต้นทุนการทำเกษตรและช่วยเหลือเกษตรกร ผ่านโครงการปุ๋ยธงเขียวและบริหารจัดการพืชเศรษฐกิจ ทั้งข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน
สำหรับการลดค่าครองชีพประชาชน ซึ่งกรมได้รับการจัดสรรงบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจมาแล้ว 48 ล้านบาท จะใช้ในการจัดธงฟ้า นำสินค้าอุปโภคบริการราคาพิเศษไปจำหน่ายตามจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะ 7 จังหวัดติดชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งแบบจัดงานในพื้นที่ประจำและรถโมบายเคลื่อนที่เจาะลงถึงระดับอำเภอ รวม 15 ครั้ง คาดสร้างเงินสะพัด 200 ล้านบาทและช่วยประหยัดค่าครองชีพ 55 ล้านบาท เฉพาะ 7 จังหวัดติดชายแดนกัมพูชา คาดเงินใช้จ่ายสะพัด 80 ล้าน และประหยัดค่าครองชีพ 25 ล้านบาท
รวมทั้งเตรียม นำผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากปิดชายแดนไปร่วมมหกรรมจำหน่ายสินค้าทั่วประเทศ ส่วนร้านธงฟ้าสมัครเข้าโครงการคนละครึ่งพลัสมีการลงทะเบียนแล้ว 82,456 ร้าน จากที่มี 1.5 แสนร้าน ถือว่าคึกคักกว่าครั้งก่อนที่มีร้านธงฟ้าสมัคร 5 หมื่นร้าน คาดสิ้นสุดรับสมัครจะมีถึง 1 แสนราย ส่วนโครงการธงเขียวช่วยลดค่าใช้จ่ายเพาะปลูกเกษตร จะจัด 9 ครั้ง
นายวิทยากร กล่าวว่า ส่วนลดภาระค่ายา ที่ให้ประชาชนสามารถนำใบสั่งยาจากโรงพยาบาลเอกชนไปซื้อยาได้เองนั้น ขณะนี้มีโรงพยาบาลเอกชนสมัครเข้าโครงการครบ 11 เครือข่ายแล้ว และที่ไม่มีเครือข่ายอีกจำนวนหนึ่ง รวมกว่า 300 แห่ง ขณะที่ร้านขายยา สมัครเข้าโครงการแล้ว 3,305 แห่ง สูงกว่าเป้าตั้งไว้ 2 พันแห่ง และมีเทเลฟามาซีเข้าร่วม 10 กลุ่ม ซึ่งจะเปิดตัวโครงการและลงนาม 4 หน่วยงาน ในวันที่ 4 พ.ย. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นสักขีพยาน ที่ทำเนียบรัฐบาล คาดว่าจะช่วยลดภาระค่ายาประชาชน 3.2 หมื่นล้านบาทภายใน 1 ปี โดยเฟสสองจะหารือเพิ่มคลีนิกและดูแลโครงสร้างราคายาต่อไป
สำหรับการดูแลเรื่องข้าว กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน ในฐานะเลขาคณะกรรมการนบข. ได้ทำหนังสือขอเวลานายกรัฐมนตรี ประชุมและจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งในการประชุมครั้งแรก กรมฯจะเสนอมาตรการเพิ่มเติมจากมติ นบข.ในรัฐบาลก่อน ได้แก่ เสนอดูดซับและชะลอการขายข้าวอีก 3 ล้านตันข้าวเปลือก เน้นผ่านองค์การคลังสินค้า(อคส.) องค์การตลาดกลาง(อ.ต.ก.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.) ซึ่งอคส.เสนอซื้อข้าวส่งมอบและบรรจุถุงประมาณ 1 ล้านตันข้าวเปลือก
พร้อมกันนี้มีมาตาการช่วยชดเชยดอกเบี้ย 3% ให้กับโรงสี ผู้ค้าข้าว และผู้ส่งออกที่เข้าโครงการเก็บสต๊อก จำหน่ายผ่านผู้ผลิตอาหารสัตว์ รวมถึงออกมาตรการเร่งระบายข้าว อาทิ เจรจาขายข้าวให้จีน 5 แสนตัน สิงคโปร์ 1 แสนตันที่คาดว่าจะสรุปในวันที่ 7 พ.ย.นี้ รวมถึงเจาะตลาดใหม่ เช่น เม็กซิโก บังคลาเทศ เป็นต้น ซึ่งรวมปริมาณข้าวเปลือกผ่านมาตรการชะลอขาย 11.5 ล้านตันข้าวเปลือก และ ปริมาณจากมาตรการเร่งระบายข้าวประมาณ 2.5 ล้านตันข้าวเปลือก โดยคาดว่าผลผลิตข้าวนาปี 2568/69 มีประมาณ 26.99 ล้านตันข้าวเปลือก เก็บเกี่ยวแล้ว 22% และผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ส่วนงบประมาณต้องรอความเห็นชอบจาก นบข.ก่อน
“ คาดว่าการจัดการข้าวผ่านมาตรการชะลอขายและเร่งระบาย จะช่วยดันราคาข้าวเพิ่ม 3-5% หรือเฉลี่ยกว่า 500 บาทต่อตัน ปีนี้ต้องยอมรับว่าราคาข้าวที่ตกลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนกว่า 40% เนื่องจากตลาดโลกแข่งขันราคาสูง สต๊อกสูง ซึ่งทุกประเทศส่งออกเจอปัญหาราคาตกลงเช่นกัน เช่น ข้าวขาวเจ้า 5% เอฟโอบีอยู่ที่ 354 เหรียญสหรัฐต่อตัน ปีก่อน 589 เหรียญสหรัฐต่อตัน เวียดนาม 374 เหรียญสหรัฐ จาก 555 เหรียญสหรัฐ ซึ่งตก 33% เป็นต้น”
นายวิทยากร กล่าวถึงนโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ที่จะเสนอครม. 7 พ.ย.นี้ ว่า เป็นการรวบจากทุกกรมในกระทรวงฯ เช่น ลดภาระประชาชน เพิ่มรายได้ สร้างอาชีพ และกิจกรรมพิเศษ เช่น นิวเยียร์เมกะเซล ที่จะเริ่มเดือนธ.ค.เป็นต้น