บริษัทหลักทรัพย์ ไอร่า จำกัด (มหาชน) รายงานภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยวันที่ 24 ก.พ. 2563 ว่า ดัชนีปรับตัวลดลง -59.53 จุด หรือ -3.98% มาปิดที่ 1,435.56 จุด โดยดัชนีได้รับแรงกดดัน จากความกังวล ที่หลายฝ่ายหวั่นเกรงว่า โรค COVID-19 ที่เริ่มระบาดในเมืองอู่ฮั่น ทางภาคกลางของประเทศจีนเมื่อปลายปีก่อนอาจจะยกระดับความรุนแรงมาเป็นโรคระบาดทั่วโลก หลังพบผู้ป่วยรายใหม่ในอิหร่าน อิตาลีและเกาหลีใต้ โดยตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่นอกประเทศจีนเพิ่มขึ้นรุนแรงคิดเป็น 40% ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งหมด
ขณะที่ทางด้านกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีน เตือนชาวจีน ไม่ให้เดินทางไปสหรัฐ เนื่องจากมีพฤติกรรมเหยียดผิวและเกลียดคนจีน และทำร้ายคนเอเชียที่มีหน้าตาคล้ายคนจีน ยิ่งสร้าง Sentiment เชิงลบต่อการลงทุน
ด้านประเด็นในประเทศ แม้การเปิดเผยตัวเลขส่งออกของไทยในเดือน ม.ค. 2563 กลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ครั้งแรกในรอบ 6 เดือนที่ 3.35% อย่างไรก็ตาม เมื่อหักทองคำและน้ำมันการส่งออกจะหดตัว 0.6%
ในภาพรวมการซื้อขายตลาดหุ้นไทยวันนี้ มีปริมาณการซื้อขายที่ 76.4 พันล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 1.7 พันล้านบาท
โดยนายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การปรับตัวลดลงของดัชนีหุ้นไทยสอดคล้องกับตลาดหลักทรัพย์อื่นทั่วโลก โดยตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงเฉลี่ย 2% เนื่องจากมีความกังวลว่าตลาดฯ จะปรับตัวลงต่อ โดยเฉพาะหลักทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์, พลังงาน, อาหาร จากการส่งออก และท่องเที่ยวที่ลดลง
ทั้งนี้ ปัจจัยหลักๆ ที่กดดันตลาดหุ้นมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (ไวรัสโควิด-19) สืบเนื่องจากวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา ตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่นอกประเทศจีนเพิ่มขึ้นรุนแรงคิดเป็น 40% ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งหมด
นายภากร กล่าวต่อว่า ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังไม่สามารถประเมินภาพรวมตลาดหุ้นไทยได้ว่าจะปรับตัวลดลงไปมากเพียงใด ซึ่งยังต้องรอดูสถานการณ์โควิด-19 อย่างใกล้ชิด เบื้องต้นหากมีผู้ติดเชื้อลดลงก็คาดว่าจะช่วยหนุนให้ภาวะตลาดปรับตัวดีขึ้นได้ แต่ขณะนี้แนะนำนักลงทุนกระจายการลงทุน หลีกเลี่ยงหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสเลือกหุ้นที่มีปันผลดี ประกอบให้พิจารณาการรับข่าวสารข้อมูลให้ดีอย่ารับข่าวปลอม หรือ Fake news มาก และขอให้อิงเรื่องของเหตุผลเป็นหลัก
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังได้เตรียมความพร้อมรับมือไวรัสโควิด-19 โดยวางแผนสำรองรองรับในสภาวะฉุกเฉิน เพื่อให้เกิดผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าวน้อยที่สุด ขณะที่ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับบริษัทจดทะเบียนไทย เช่น ไม่สามารถจัดการประชุมผู้ถือหุ้นได้ ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีการสนับสนุนการใช้ระบบ E-Voting เพื่อรองรับในภาวะเสี่ยงเช่นนี้ แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการกฤษฎีกา ซึ่งมองว่าเป็นช่วงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะใช้กฎหมายเหล่านี้
สำหรับมาตรการการหยุดการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว หรือเซอร์กิต เบรกเกอร์ ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ เห็นได้จากก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นไทยก็มีการเผชิญกับปัจจัยลบมาหลายรอบ เช่น ผู้นำระดับสูงของอิหร่านถูกลอบสังหาร, ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งสารรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปี 2563, โอเปกส่งสัญญาลดกำลังการผลิตน้ำมัน, ราคาน้ำมันตลาดโลกลดลงต่อเนื่อง, องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณะสุขของโรคจากกรณีการแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 และล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคอนาคตใหม่ เป็นต้น ก็ยังไม่ถึงขั้นต้องใช้มาตรการดังกล่าว รวมถึงตลาดหุ้นไทยก็ยังมีสภาพคล่องสูง