เปิดมุมมอง‘กูรู’นักลงทุน ‘โควิด-19’ทุบ‘ตลาดหุ้นไทย’ : รายงานพิเศษ

เปิดมุมมอง‘กูรู’นักลงทุน ‘โควิด-19’ทุบ‘ตลาดหุ้นไทย’ – ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ จากไวรัส‘โควิด 19’ สำหรับ ‘ตลาดหุ้นไทย’ เพราะตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาปรับตัวลดลงต่อเนื่อง

กระทั่งมาแตะจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 26 ก.พ. ปิดตลาดที่ 1,366.41 จุด ต่ำสุดในรอบ 4 ปีกว่า

ซึ่งในวันเดียวกันนี้ดัชนีติดลบมากถึง -72 จุด ถือเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบกว่า 13 ปี นับตั้งแต่เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2549 ซึ่งดัชนีปรับลดลงในวันเดียว 99.71 จุด หรือ 13.81% จากระดับเปิดที่ 721.85 จุด มาปิดที่ 622.14 จุด

สาเหตุตอนนั้นมาจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศใช้นโยบายกันสำรอง 30% ส่งผลให้ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงอย่างหนัก ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องใช้มาตรการหยุดการซื้อขายชั่วคราว หรือ ‘เซอร์กิตเบรกเกอร์’ ในยุครัฐบาลจากการปฏิวัติ มีพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี

ไม่มีใครคิดว่าผ่านมา 13 ปี ตลาดหุ้นไทยจะทรุดหนักอีกครั้ง

ซึ่งไม่เพียงเท่านั้น เมื่อถึงวันศุกร์ที่ 28 ก.พ.ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการซื้อขายในเดือนก.พ. ดัชนีหุ้นไทยลงลึกไปถึง 1,340.52 จุด ปรับลดลง 54.56 จุด ทำสถิติต่ำสุดในรอบหลายปีอีกครั้ง

มรสุมไวรัสโควิด-19 ซัดตลาดหุ้นไทยค่อนข้างแรง อีกทั้งยังมีการปกปิดข้อมูลในเบื้องต้นด้วย ทำให้วิตกถึงการแพร่กระจายเชื้อไวรัส และส่งผลให้กังวลว่าไทยอาจเข้าสู่ระดับ 3 ซึ่งจะมีผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ อาทิ สั่งปิดโรงเรียน ศูนย์การค้า สถานที่ราชการ เป็นต้น

ทำให้ 2 เดือนแรกของปี 2563 ดัชนีหุ้นไทยร่วงลงไปแล้วกว่า 200 จุด โดยเทียบดัชนีปิดทำการซื้อขายวันสุดท้ายของปี 2562 อยู่ที่ 1,579.84 จุด หลังจากนั้นในวันที่ 27 ก.พ. ดัชนีเริ่มฟื้นกลับมายืนอยู่ในแดนบวกได้โดยดัชนีมาปิดที่ 1,395.08 จุด

กระทั่งเกิดคำถามว่าจุดต่ำสุดของดัชนีหุ้นไทยจะอยู่ที่ไหน

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ นักกลยุทธ์ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า มรสุมโควิด-19 ที่ซัดตลาดหุ้นไทยค่อนข้างแรง เพียงช่วง 2 เดือนแรกของปี 2563 ดัชนีร่วงไป 200 จุด หลังจากมีการแพร่ระบาดเริ่มกระจายวงกว้างขึ้นในช่วงปลายเดือนม.ค.ปีนี้ ทำให้ดัชนีหุ้นไทยค่อยๆ ปรับตัวลงอย่างรุนแรง และยังไม่รู้ว่าปัจจัยของโควิด-19 จะจบลงเมื่อไร

ประกอบมีอีก 3 ปัจจัยสำคัญๆ เข้ามาสมทบ ตั้งแต่ภัยแล้ง ซึ่งปีนี้ค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะภาคกลาง ปริมาณน้ำในเขื่อนขณะนี้เหลือเพียง 19% จากปีก่อนหน้าที่ปริมาณน้ำในเขื่อนเหลือ 35% ภาคตะวันออกเหลือ 31% จากปีที่แล้วเหลือ 61%

เปิดมุมมอง‘กูรู’นักลงทุน ‘โควิด-19’ทุบ‘ตลาดหุ้นไทย’

วิจิตร อารยะพิศิษฐ

ส่วนอีกปัจจัยคือความล่าช้าของพ.ร.บ.งบประมาณ รายจ่ายประจำปี 2563

อย่างไรก็ตามหากสถาน การณ์ไวรัสโควิด-19 ยังไม่ดีขึ้น ภาครัฐควรเร่งเบิกจ่ายการลงทุนหลังเดือนมี.ค.เป็นต้นไป เพราะเป็นเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ และปัจจัยสุดท้ายคือการปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนของนักวิเคราะห์หลักทรัพย์

“ขณะนี้ยังไม่มีใครสามารถประเมินได้ว่าดัชนีหุ้นไทยจะอยู่ในจุดใด เพราะถ้าดูจากจำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ในจีน ซึ่งดูเหมือนว่าจะดีขึ้น มีอัตราเพิ่มขึ้นที่ลดลงเรื่อยๆ แต่ในขณะที่ผู้ติดเชื้อนอกจีนกำลังเร่งตัวขึ้น ไม่ว่าจะยุโรป ที่อิตาลี ตะวันออกกลาง ที่อิหร่าน บาร์เรน เอเชีย ที่ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไทย”

จุดสำคัญอยู่ที่อเมริกา หากพบการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เชื่อว่าดัชนีเอาไม่อยู่แน่นอน

ขณะที่ นายเอกภาวิน สุนทราภิชาติ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า สำนักวิจัยธนาคารไทยพาณิชย์ปรับประมาณการตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ลดลง 10% จาก 39.8 ล้านคน เหลือ 35.8 ล้านคน

รายได้จากนักท่องเที่ยวหายไป 1.93 แสนล้านบาท หรือประมาณ 1.2% ของ จีดีพี และมีผลต่อการปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยลงจาก 2% เป็น 1-1.5% โดยไตรมาส 1 จะชะลอตัวแรงที่สุด

เปิดมุมมอง‘กูรู’นักลงทุน ‘โควิด-19’ทุบ‘ตลาดหุ้นไทย’

นายเอกภาวิน สุนทราภิชาติ

ส่วนผลกระทบต่อตลาดหุ้นโดยเฉพาะกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีโอกาสจะลดลงเหลือ 5% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 8.4% ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับลงไปแตะ 1,350-1,460 จุด จากเดิมที่คาดว่าจะแกว่งตัวในกรอบ 1,600-1,700 จุด

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบคือ โรงแรม กระทบกำไรของกลุ่มราว 20%

นอกจากนี้ กลุ่มขนส่งที่กระทบกำไรโดยตรงจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง คือ AOT : บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) AAV : บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) และกดดันให้ THAI : บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ขาดทุนเพิ่มขึ้น

กลุ่มพลังงานได้รับผลกระทบจากความต้องการใช้น้ำมันที่ลดลง ส่งผลต่อราคาน้ำมันและค่าการกลั่น ทำให้กำไรลดลง และรวมถึงกลุ่มค้าปลีกยอดขายลดลง กระทบรายได้ค่าเช่า ตลอดจนกลุ่มโรงพยาบาล โดยเฉพาะที่จับกลุ่มเป้าหมายต่างชาติ อาทิ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โรงพยาบาลกรุงเทพ

รวมทั้งกระทบต่อกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ จากความต้องการในประเทศที่ลดลง เนื่องจากความไม่แน่นอนของรายได้ในอนาคต และการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้นของธนาคารพาณิชย์ ยิ่งกว่านั้นยังกระทบจากการชะลอโอนของลูกค้าต่างชาติด้วย

ขณะที่หุ้นกลุ่มสื่อสารเชื่อว่าจะได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด

ด้าน นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยอยู่ระหว่างพิจารณาปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียน และเป้าหมายดัชนีหุ้นไทยปีนี้จากผลกระทบไวรัสโควิด-19 คาดว่าจะมีความชัดเจนสัปดาห์หน้า

เปิดมุมมอง‘กูรู’นักลงทุน ‘โควิด-19’ทุบ‘ตลาดหุ้นไทย’

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม

เบื้องต้นกำไรต่อหุ้น (EPS) ปรับลดลงอยู่ในกรอบ 85-87 บาทต่อหุ้น จากเป้าเดิมอยู่ที่ 95.7 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยต้องถูกปรับลดลงมาด้วยจากเป้าหมายเดิมที่ 1,675 จุด

อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์เชิงปัจจัยพื้นฐานกรณีดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ระดับ 1,400 จุด มองว่าเริ่มมีความน่าสนใจซื้อลงทุน เพราะปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยทรงตัวระดับต่ำ ทำให้การลงทุนในหุ้นยังให้ผลตอบแทนสูงมากกว่า 5% เมื่อเทียบกับดอกเบี้ย พันธบัตรรัฐบาล 10 ปี

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า การปรับตัวลงของตลาดหุ้นไทยหลุด 1,400 จุด จากความกังวลต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็น Global Event ตลาดหุ้นทั่วโลกประสบเหมือนกันหมด

แต่ทั้งนี้ได้ส่งผลกระทบกับหุ้นบางกลุ่มเท่านั้น เห็นได้จากตั้งแต่ต้นปีดัชนีปรับตัวลง -8.91% แต่มีบางหมวดธุรกิจ เช่น หมวดของใช้ในครัวเรือนและสำนักงาน +2.35%, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ +0.54%, กระดาษและวัสดุการพิมพ์ +1.05% เงินทุนและหลักทรัพย์ +5.66% ส่วนกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร -3.23%

เปิดมุมมอง‘กูรู’นักลงทุน ‘โควิด-19’ทุบ‘ตลาดหุ้นไทย’

นายภากร ปีตธวัชชัย

ทั้งนี้ ยังเชื่อว่าหากเหตุการณ์ดังกล่าวดีขึ้นตลาดหุ้นไทยจะฟื้นตัวได้ เห็นได้จากช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยสามารถฟื้นตัวจากเหตุการณ์ต่างๆ ได้ภายในเวลาอันสั้น ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์น้ำท่วม, โรคซาร์ส ที่สามารถฟื้นตัวได้ภายในเวลาเดือนครึ่ง

เหตุการณ์ระเบิดราชประสงค์สามารถฟื้นตัวได้ 2 เดือน

และเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองก็สามารถฟื้นตัวได้ในระยะเวลา 3 เดือน เป็นต้น

“เชื่อว่าหากองค์ประกอบโดยรวมชัดเจนขึ้น นักลงทุนต่างชาติจะยังกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยตามเดิม เนื่องจากหุ้นไทยมีความน่าสนใจ และถูกคำนวณอยู่ในดัชนี MSCI มากถึง 40 ตัว ประกอบกับยังมีอีกหลายกลุ่มที่สามารถทนต่อสภาวะแวดล้อมได้ดี”

นายภากรกล่าวและว่า อยากฝากถึงนักลงทุนว่าการที่ตลาดหุ้นไทยมีหุ้นกลุ่มที่ปรับตัวลงและขึ้น สะท้อนว่าตลาดหลักทรัพย์ของไทยยังมีบริษัทจดทะเบียนที่น่าลงทุน โดยในช่วงนี้แนะนำให้หลีกเลี่ยงหุ้นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ไปก่อน

พร้อมกับสิ่งที่ต้องจับตาดูต่อคือเรื่องของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในไตรมาส 1/63 ที่จะออกมาเร็วๆ นี้ ว่าจะสามารถส่งงบได้ทันตามกำหนดหรือไม่ ซึ่งทางตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมมือกันเพื่อหามาตรการช่วยให้ปิดงบให้ทันต่อเวลา และน่าจะนำส่งได้ทันก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้

ขณะปัจจุบันมี บจ.ส่งงบมาแล้ว 40% หรือคิดเป็นประมาณ 330 หลักทรัพย์ จากทั้งหมด 700 กว่าหลักทรัพย์

เบื้องต้นผลประกอบการที่ออกมาคล้ายกับ 3 ไตรมาสก่อนหน้าที่ปรับตัวลดลง

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังไม่มีใครสามารถประเมินได้ว่าดัชนีหุ้นไทยจะอยู่ในจุดใด ดีที่สุดคือควรต้องติดตามข่าวกันอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ควรตระหนกกับข่าวจนเกินไป

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน