นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า กกพ. มีมติให้คงอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บเดือนพ.ค.-ส.ค. 2563 จำนวน -11.60 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.64 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพประชาชนจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวหลังได้รับผลกระทบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยใช้วงเงินสนับสนุนประมาณ 5,120 ล้านบาท
โดยวันที่ 13 มี.ค.นี้ กกพ. จะหารือร่วมกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าภูมิภาค (กฟภ.) อีกครั้งถึงรายละเอียดในทางปฏิบัติเพื่อคืนเงินค่าประกันการใช้ไฟฟ้าให้กับประชาชนผู้ใช้ไฟประเภท 1 คือผู้ใช้ไฟรายย่อย และผู้ใช้ไฟประเภท 2 กิจการขนาดเล็ก รวม 21.5 ล้านราย คิดเป็นวงเงินประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งเบื้องต้นรูปแบบการคืนเงินจะเป็นไปได้ทั้งการหักลบในบิลค่าไฟ หรือการคืนเงินสดหน้าเคาน์เตอร์ หรือผ่านแอพลิเคชั่น เป็นต้น

“การคืนเงินจะทยอยคืนกลุ่มแรกให้ผู้วางเงินประกันตรงกับชื่อผู้ใช้ไฟซึ่งไม่มีหนี้ค้างจ่าย ในจำนวนที่ไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับขนาดการใช้ไฟ 5 แอมป์ จะคืนเงินประกัน 300 บาท มีจำนวน 8 แสนราย ขนาด 15 แอมป์ มี 2 ล้านราย และกิจการขนาดเล็ก 5 แสนราย”นายคมกฤชกล่าว
ทั้งนี้ หากกกพ. ไม่พิจารณาคงค่าเอฟทีงวดเดือนพ.ค.-ส.ค. 2563 นี้จะส่งผลให้ค่าเอฟทีปรับขึ้น 8.03 สตางค์ต่อหน่วยหรือทำให้ค่าเอฟทีมาอยู่ที่ -3.57 สตางค์ต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาแนวโน้มค่าเอฟทีงวดต่อไป คือ เดือนก.ย.-ธ.ค. 2563 คาดจะมีโอกาสปรับลดตามทิศทางราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ลดลง แต่จะต้องติดตามปัจจัยค่าเงินบาทด้วย ซึ่งมีโอกาสเป็นไปได้ที่กกพ. จะตรึงค่าไฟไว้ตลอดทั้งปี เพราะยังมีเงินบริหารจัดการเหลืออยู่ประมาณ 10,000 ล้านบาท
นายคมกฤช กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของกลุ่มที่จะได้รับการพิจารณาถัดมา คือผู้วางเงินประกันขอใช้ไฟไม่ตรงกับชื่อผู้ใช้ เช่น กรณีผู้ขอมิเตอร์ไฟฟ้าเสียชีวิตแล้ว อาจพิจารณาให้ทายาทนำเอกสารใบมรณะบัตร และหลักฐานการเกี่ยวข้องมาขอรับเงินคืน กรณีผู้ซื้อบ้านต่อหรือบ้านมือ 2 ที่ไม่ได้แจ้งเปลี่ยนชื่อเจ้าของมิเตอร์อาจต้องขอทำหนังสือยินยอมจากเจ้าของมิเตอร์คนเก่า หากไม่ยินยอม บุคคที่มีชื่อเป็นเจ้าของมิเตอร์รายแรกจะเป็นผู้รับเงิน ซึ่งทั้งหมดจะพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง
ด้านนายประเทศ ศรีชมภู รองเลขาธิการ กกพ. กล่าวว่า กกพ. ยังเตรียมพิจารณายกเว้นการจ่ายเงินประกันการใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้ขอใช้ไฟรายใหม่ในกลุ่มผู้ใช้ไฟรายย่อย และกิจการขนาดเล็ก ทำให้เหลือจ่ายเพียงค่าตรวจสอบอุปกรณ์การใช้ไฟเพื่อความปลอดภัย ซึ่งปัจจุบันผู้ใช้ไฟรายย่อยจะเก็บอยู่ 100-700 บาทขึ้นอยู่กับขนาดแอมป์ ส่วนกิจการขนาดเล็กเก็บอยู่ 1,500 บาท
“เร็วๆ นี้ จะเร่งหารือกับ 2 การไฟฟ้า ว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดปัญหาในระยะยาวและต้องรอให้กกพ. ประกาศก่อน คาดว่าจะมีผลให้พร้อมกับการคืนเงินประกันการใช้ไฟมี.ค. หรือเม.ย. เป็นอย่างช้า”นายประเทศ กล่าว
ด้านนางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทประเมินมาตรการเร่งด่วนลดค่าไฟฟ้าให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท เป็นระยะเวลา 3 เดือน (เม.ย.-มิ.ย. 2563) ของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบปัญหาภัยแล้งและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งในส่วนของการลดค่าไฟฟ้าให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมส่งผลกระทบต่อรายได้รวมทั้งปีของบริษัทในอัตราเพียง 0.17% เนื่องจากเป็นมาตรการชั่วคราว จึงไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทที่มีสัดส่วนถึง 77% ของรายได้รวม
ทั้งนี้ เนื่องจากการจำหน่ายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รายได้จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน และรายได้จากโครงการในต่างประเทศ มีเพียงธุรกิจจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมซึ่งมีสัดส่วน 23% ที่จะได้รับผลกระทบชั่วคราวนี้ โดยปีนี้มีลูกค้าอุตสาหกรรมใหม่ที่ลงนามซื้อขายไฟฟ้ารวม 31 เมกะวัตต์ ทยอยเข้ามาในช่วง 9 เดือนแรกของปี โดยในช่วงเดือนม.ค.-ก.พ. 2563 มียอดการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนในอัตรา 1% จากกลุ่มอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์และเครื่องปรับอากาศ เป็นต้น