ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 มี.ค. 2563 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปิดตลาดที่ระดับ 1,114.97 จุด ปรับตัวลดลง 134.98 จุด หรือลบ -10.80% โดยดัชนีต่ำสุดในรอบเกือบ 8 ปี นับจากจุดต่ำสุดเดิมที่ 1,099 จุด เมื่อเดือนมิ.ย. 2555 โดยบรรยากาศการซื้อขาย พบว่าเปิดการซื้อขายภาคเช้า ดัชนีปรับลงทันทีกว่า 70 จุด ลบกว่า 5% ทำให้ดัชนีหุ้นลงไปต่ำกว่า 1,200 จุด ก่อนที่ดัชนีหุ้นจะไหลลงต่ำเรื่อยๆ และเมื่อเปิดการซื้อขายภาคบ่ายได้เพียง 8 นาที หรือเวลา 14.38 น. ดัชนีหุ้นปรับลงไป 10% ถึงระดับที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ต้องใช้มาตราการเซอร์กิตเบรกเกอร์ หรือพักการซื้อขายชั่วคราว 30 นาที และหลังกลับมาเปิดการซื้อขายใหม่อีกครั้งดัชนีหุ้นก็ยังคงปรับตัวลงต่อเนื่อง ก่อนที่จะมาปิดตลาดที่ 1,114.91 จุด โดยระหว่างวันดัชนีลงไปทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,095.37 จุด และสูงสุดที่ 1,187.39 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 101,652 ล้านบาท

ทั้งนี้ ภาพรวมการซื้อขายแบ่งตามประเภทผู้ลงทุนพบว่า นักลงทุนรายย่อยในประเทศ เป็นผู้ซื้อสุทธิ 10,643.7 ล้านบาท ที่เหลือขายสุทธิ โดยนักลงทุนสถาบัน ขาย 4,636.95 ล้านบาท บัญชีหลักทรัพย์ ขาย 4,077.94 ล้านบาท และนักลงทุนต่างประเทศขาย 1,928.87 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้แถลงข่าวถึง 2 ครั้งเพื่อเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน โดยระบุว่าตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงเป็นผลกระทบจากตลาดหุ้นสหรัฐ ปิดทำการก่อนหน้า (10 มี.ค.) ลดง 6% ทำให้ตลาดหุ้นเอเชียปรับลดลงในทิศทางเดียวกัน แต่อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นไทยปรับลงแรงกว่าหุ้นในภูมิภาค ทั้งนี้ คงต้องติดตามภาพรวมการซื้อขายในตลาดหุ้นทั่วโลกอย่างใกล้ชิดต่อไป ต่อผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จะเป็นอย่างไร ส่วนผลกระทบจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ร่วงลงไม่ได้มีประเด็นกับตลาดหุ้นแล้ว เนื่องจากได้มีการประเมินมูลค่าทรัพย์สินของสต๊อกน้ำมันที่ราคาลดลงไปแล้ว

อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นไทยปรับลงไปแล้ว 25-26% สูงกว่าตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับลง 10-20% ซึ่งตลาดหุ้นไทยปรับลงแรงเกินกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้น และเป็นโจทย์ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ร่วมกับสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ร่วมกันประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ หากดูสัดส่วนของนักลงทุนต่างประเทศในขณะนี้อยู่ที่ 28.7% ซึ่งต่ำกว่าปกติเพียง 1-2% เท่านั้น ในขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศมีการปรับสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยลงค่อนข้างมาก ส่วนนักลงทุนรายย่อยในประเทศเข้ามาซื้อค่อนข้างมาก

จากวิกฤตที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยขณะนี้พบว่าตอนนี้มีราคาหุ้นที่ต่ำสุดในรอบ 5 ปี ทั้งหมด 231 ตัว ขณะเดียวกันเมื่อราคาหุ้นลงมามากๆ จะเห็นได้ว่าตอนนี้มีหุ้นทั้งหมด 448 ตัว ที่มีอัตราส่วนราคาหุ้นในตลาด เทียบกับมูลค่าทางบัญชี (PBV) ต่ำกว่า 1 เท่า นั่นหมายถึงว่าหากมีการซื้อกิจการเกิดขึ้น การซื้อหุ้นในตลาดหุ้นจะได้ราคาที่ถูกกว่ามูลค่าสินทรัพย์ของธุรกิจ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีทางธุรกิจอย่างหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นมีบริษัทที่ขณะนี้ประกาศแล้วว่าจะจ่ายเงินปันผลเมื่อเทียบกับราคาหุ้นปัจจุบันอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่า 5% มีจำนวน 66 ตัว ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้สะท้อนให้เห็นว่าทุกวิกฤตมีโอกาส และมีหุ้นที่จ่ายเงินปันผล 5-7.5% ประมาณ 41 บริษัท มีหุ้นที่ให้ผลตอบแทนจากเงินปันผล 7.5-10% มีถึง 19 บริษัท และมีหุ้นที่จ่ายปันผลมากกว่า 10% อีก 6 บริษัท ขณะที่ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาล 10 ปีอยู่ที่ 0.8% ฉะนั้นอยากให้นักลงทุนใช้ข้อมูลเหล่านี้เป็นโอกาสในการลงทุนในตลาดหุ้นบ้าง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน