ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 มี.ค. ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ปิดตลาดที่ 1,046.08 จุด ลดลง -82.83 หรือ ลบ -7.34% ตลาดหุ้นยังคงเผชิญกับความกังวลต่อการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ขณะนี้ทั่วโลกทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ประเทศจีนซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเชื้อไวรัส สถานการณ์กำลังดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ดี ตลอดช่วงการซื้อขายหุ้นไทย โดยระหว่างวันดัชนีลงไปทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,043.79 จุด และสูงสุดที่ 1,105.20 จุด ส่วนมูลค่าการซื้อขายอยู่ที่ 68,166.07 ล้านบาท
โดยนายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ เปิดเผยว่า ผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 เป็นปัจจัยเหนือการควบคุมที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะสั้น ขณะที่ตลาดหุ้นไทยตอนนี้แทบจะไม่มีภูมิต้านทาน สะท้อนได้ชัดเจนว่าโครงสร้างเศรษฐกิจพึ่งพารายได้จากต่างประเทศในสัดส่วนที่สูงมาก โดยเฉพาะการท่องเที่ยวที่มีสัดส่วนถึง 11.5% ส่วนส่งออกก็กระทบเป็นลูกโซ่จากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า แม้ราคาน้ำมันจะปรับลดลงแต่ก็ไม่ได้ช่วยมากนัก โดยมาตรการจะเข้ามาช่วยพยุงได้มากที่สุดมองว่าเป็นมาตรการการคลังมากกว่ามาตรการทางการเงิน เพราะเชื่อว่าในภาวะเช่นนี้การปรับลดดอกเบี้ยคงไม่ได้ช่วยอะไรได้มาก และอาจจะส่งผลร้ายให้คนขาดความเชื่อมั่นมากขึ้น ดังเช่น ธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ที่ตัดสินใจประชุมนอกรอบเป็นครั้งที่ 2 และประกาศลดดอกเบี้ยลงถึง 1% เป็น 0.00-0.25% ต่อเนื่องจากการการประชุมเมื่อวันที่ 3 มี.ค. ที่ปรับลด 0.5% แต่แทนที่หุ้นจะวิ่งรับข่าวดี ตลาดหุ้นสหรัฐ กลับปรับตัวลดลง
ดังนั้น ปัจจัยเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อฟื้นความเชื่อมั่น และทำให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวกลับมาได้ มองว่านักลงทุนและผู้บริโภคต้องการเห็น มาตรการควบคุมโรคซึ่งหากยังควบคุมไม่ได้เป็นเวลานาน ก็อาจลุกลามจนทำให้เกิดการปลดคนงาน หรือการผิดนัดชำระหนี้ระลอกใหญ่ ซึ่งเป็นชนวนให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ดังนั้นอาจต้องเพิ่มความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แม้ในระยะสั้นจะมีแรงเหวี่ยงต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง แต่จะส่งผลดีในระยะยาว เนื่องจากคนมีความหวังว่าการแพร่ระบาดของไวรัสจะจบได้เร็วเหมือนประเทศจีนและเกาหลีใต้ และหากการระบาดของโรคควบคุมได้เร็ว ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจถดถอยจะลดลงอย่างมาก
ส่วนมาตรการการคลัง เช่น การออกมาตรการลดภาษี หรือการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่มากเพียงพอ จะทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นฟื้นตัวได้อย่างฉับพลัน โดยต้องเร่ช่วยเหลือผู้ประกอบการและบรรเทาผลกระทบของประชาชน เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อเติมสภาพคล่องให้กับภาคธุรกิจและประคองไม่ให้เกิดการเลิกจ้างงาน เพราะหากเกิดการเลิกจ้างจำนวนมากจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคในระยะยาว และเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวได้ช้า
นายคมศรกล่าวว่า สำหรับมุมมองอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยนั้น คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงตามสถานการณ์โลก แต่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้อาจส่งผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจค่อนข้างน้อย เพราะปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยช่วงนี้คือผู้บริโภคไม่ค่อยมีความมั่นใจมากกว่า ส่วนทิศทางค่าเงินบาทคาดว่าจะทรงตัวถึงอ่อนค่าลงเล็กน้อย โดยมีประเด็นเชิงบวกจากราคาน้ำมันที่ลดลงมาก และอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูงกว่าประเทศสหรัฐ แต่มีประเด็นเชิงลบจากการท่องเที่ยวที่ปรับลดลง ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง
ในส่วนของทิศทางราคาทองคำที่แม้ว่า เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยและอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ หรือคิวอี แต่ราคาทองไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนกลัวเรื่องอัตราเงินเฟ้อติดลบ แต่ในระยะยาวก็ยังชื่นชอบการลงทุนในทองคำ เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงปลายวัฎจักรเศรษฐกิจ และยังมีความเสี่ยงต่างๆ รออยู่มาก ดังนั้น หากราคาทองคำลดลงก็เป็นโอกาสในการเข้าซื้อ
นายมนชัย มกรานุรักษ์ หัวหน้าสำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ยังได้ประเมินว่าผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลต่อตัวเลขกำไรบริษัทจดทะเบียนตั้งแต่เดือนก.พ. 2563 เป็นต้นมา ซึ่งจากการติดตามพบว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงแรงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยลงมาเกือบ 30% เมื่อเทียบจากต้นปี และลงมากว่า 40% เมื่อเทียบกับจุดสูงสุดของดัชนีหุ้นไทยที่ 1,850 จุดในช่วงต้นปี 2561 จึงกล่าวได้ว่าขณะนี้ตลาดหุ้นไทยก้าวเข้าสู่ตลาดหุ้นหมีอย่างเต็มตัวแล้ว ซึ่งต้องติดตามต่อไปว่าการแพร่ระบาดของไวรัสจะจบลงอย่างไร เพราะประเทศจีนเริ่มควบคุมการแพร่ระบาดได้แล้ว ขณะที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพิ่งจะเริ่มต้น
ส่วนการที่เฟด มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จากระดับ 1.00-1.25% มาอยู่ที่ระดับ 0.00-0.25% นั้น อาจเป็นการสัญญาณที่น่ากังวลบางอย่างมากกว่าการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนเช่นทุกครั้ง ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลงแรงรับข่าว ซึ่งตลาดหุ้นไทยก็ปรับลงแรงเช่นกัน ดังนั้น การลงทุนแบบระยะสั้นในช่วงนี้จึงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่ก็ถือเป็นจังหวะที่ดีสำหรับการคัดเลือกหุ้นพื้นฐานดีเพื่อการลงทุนระยะยาว เพราะส่วนตัวประเมินว่าแต่ละประเทศน่าจะควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดได้ในปีนี้ และคาดว่าหุ้นไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแบบ V-Shape ได้ในช่วงครึ่งปีหลัง
โดยหุ้นแนะนำของ บล.ทิสโก้ ในช่วงนี้จะเน้นหุ้นที่มีผลประกอบการเกี่ยวกับการบริโภคในประเทศมีพื้นฐานที่ดี และมีโอกาสฟื้นตัวเร็วหลังสถานากรณ์การแพร่ระบาดของไวรัสคลี่คลาย ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก เช่น CPALL กลุ่มสื่อสาร เช่น INTUCH สำหรับกลุ่มท่องเที่ยวก็สามารถหาจังหวะเข้าลงทุนได้ เพราะหากควบคุมการแพร่ระบาดได้ราคาหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวจะกลับมาเร็ว หุ้นที่น่าสนใจ คือ AOT และ BTS
ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารแม้ราคาจะต่ำมากแล้ว แต่ยังไม่แนะนำให้เข้าลงทุน เพราะนอกจากจะได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมากแล้ว ยังได้รับผลกระทบจาก Disruption ของอุตสาหกรรมการเงินอีกด้วย ส่วนนักลงทุนที่มีหุ้นกลุ่มอื่นอยู่ในพอร์ตนั้น แนะนำให้พิจารณาปัจจัยพื้นฐานรายตัว หากเป็นไปได้ให้ขายเปลี่ยนตัวเพื่อเข้ามาถือหุ้นกลุ่มที่แนะนำไปข้างต้น ส่วนมุมมองต่อดัชนีหุ้นไทยในเดือนมี.ค.นั้น บล.ทิสโก้ประเมินว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ที่ 1,000-1,150 จุด