เมื่อเวลา 17.15 น. วันที่ 17 มี.ค. 2563 นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ได้แถลงภาวะตลาดหุ้นไทยปิดตลาดที่ระดับ 1,035.17 จุด ลดลง 10.91 จุด หรือลบ 1.04% มูลค่าการซื้อขาย 67,129 ล้านบาท ในส่วนของตลาดหุ้นอื่นๆ ในอาเซียน มีทั้งปรับตัวลดลงมากและลงน้อยและมีบางตลาดเท่านั้นที่มีการขยับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้ จากความผันผวนที่ค่อนข้างมากและยังมีต่อเนื่อง ฉะนั้นในภาวะที่ตลาดมีความผันผวนอย่างมากจากปัจจัยภายนอก ทั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของทั่วโลก ซึ่งที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปรับปรุงเกณฑ์ short selling ให้ทำได้เฉพาะในราคาที่สูงกว่าราคาซื้อขายล่าสุด (uptick) เป็นมาตรการแรกตั้งแต่การซื้อขายภาคบ่ายของวันที่ 13 มี.ค. 2563 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม ภาวะการซื้อขายยังมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงปรับปรุงเกณฑ์การกำหนดราคาเสนอซื้อขายสูงสุดและต่ำสุด (Ceiling & Floor) จากเดิมบวกลบ +-30% ได้ในแต่ละวันเมื่อเทียบกับราคาปิดทำการก่อนหน้า เป็น บวกลบ +-15% สำหรับการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศที่เคยบวกลบได้ 60% ก็จะลดลงครึ่งหนึ่งเหลือบวกลบได้ 30%

และเกณฑ์การหยุดการซื้อขายโดยอัตโนมัติ (Circuit Breaker) ซึ่งจากเดิมระดับที่ 1 ดัชนีหุ้นปรับลดลง 10% หยุดการซื้อขาย 30 นาที เกณฑ์ใหม่เป็นดัชนีหุ้นลง 8% หยุดการซื้อขาย 30 นาที และระดับที่ 2 เดิมดัชนีลงไป 20% จะหยุดการซื้อขาย 60 นาที เกณฑ์ใหม่ดัชนีลงไป 15% หยุดการซื้อขาย 30 นาที และหลังจากนั้นในระดับ 3 หากดัชนียังลงต่ออีก 20% จะหยุดการซื้อขาย 60 นาที เป็นการชั่วคราว หลังจากการทำงานระดับที่ 3 ของ Circuit Breaker แล้ว จะเปิดให้ซื้อขายต่อไปจนถึงเวลาปิดทำการปกติในรอบการซื้อขายนั้น ทั้งนี้เพื่อลดความผันผวนของภาวะตลาดในปัจจุบัน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค. 2563 และไม่เกิน 30 มิ.ย. 2563

นายภากร กล่าวด้วยว่า การปรับกฎเกณฑ์ดังกล่าว จะช่วยให้ตลาดปรับตัวช้าลงโดยจะเห็นได้ว่ากฎเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ออกมานั้น ไม่ได้เป็นการปิดการซื้อขายแต่พยายามที่จะทำให้การสั่งการขายทำได้ช้าลงและดัชนีต่างๆ ปรับตัวได้ช้าลง ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ติดตามและกำกับดูแลการซื้อขายอย่างใกล้ชิด และเชื่อว่ามาตรการปรับปรุงเกณฑ์ต่างๆ ที่ออกมานั้น จะมีส่วนช่วยให้เสริมเสถียรภาพของตลาดและสร้างความมั่นใจในการลงทุนให้แก่ผู้ลงทุน

“วัตถุประสงค์ของเราชัดเจนต้องการให้เปิดตลาดการซื้อขายเนื่องจากหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือพยายามทำทำอย่างไรให้ตลาดมีความเคลื่อนไหวน้อยลงและปรับตัวช้าลง ซึ่งสิ่งที่เราพยายามทำน่าจะประสบความสำเร็จพอสมควร ดูได้จากเมื่อวันที่ 16 มี.ค. ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวลดลง 13% แต่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวช้าลง อีกทั้งดัชนียังอยู่ในแดนบวกได้ด้วย สะท้อนว่าสิ่งที่เราพยายามทำมีประสิทธิภาพพอสมควรซึ่งต้องรอดูต่อไปในอนาคตว่าตลาดจะเป็นอย่างไรบ้าง และการที่เราปรับเกณฑ์เซอร์กิต เบรคเกอร์ จะทำให้นักลงทุนมีเวลาคิดและได้ข้อมูลใหม่เพื่อใช้ตัดสินใจได้มากขึ้น”นายภากรกล่าว

ด้านนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เห็นชอบให้ปรับเปลี่ยนเกณฑ์การหยุดการซื้อขายหุ้นเป็นการชั่วคราว (เซอร์กิต เบรกเกอร์) จากเดิมที่กำหนดว่ากรณีที่การซื้อขายหุ้นไทยผันผวนรุนแรง โดยราคาดัชนีหุ้นลดลง 10% ของค่าดัชนีหุ้นที่ปิดในวันทำการก่อนหน้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) จะพักการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งหมดเป็นเวลา 30 นาที ให้เปลี่ยนเป็นหากราคาหลักทรัพย์ลดลง 8% จึงกำหนดให้พักการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นเวลา 30 นาที

ขณะเดียวกันกรณีที่มีการใช้เซอร์กิต เบรกเกอร์ ครั้งที่ 2 กรณีที่ดัชนีหุ้นลดลงมากถึง 20% จะพักการซื้อขายหุ้นทั้งหมดเป็นเวลา 1 ช.ม.นั้น กำหนดให้เปลี่ยนเป็น หากดัชนีหุ้นโดยรวมลดลงมากถึง 15% จึงจะพักการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นเวลา 1 ช.ม. โดยยืนยันว่าการปรับเกณฑ์เซอร์กิต เบรกเกอร์ ครั้งนี้จะเป็นการช่วยเหลือและดูแลนักลงทุนได้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากขณะนี้ดัชนีหุ้นไทยได้ปรับตัวลดลงแรงมาก ตามภาวะตลาดหุ้นทั่วโลก

ส่วนการจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้น นั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่จะนำมาใช้ดูแลนักลงทุน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาในรายละเอียด และจะนำออกมาใช้ในกรณีและในเวลาที่เหมาะสม โดยยืนยันว่ารูปแบบของการจัดตั้งกองทุนพยุงหุ้นครั้งนี้ไม่ได้ใช้เงินจากงบประมาณหรือเงินภาษีของประชาชนแน่นอน

“รัฐบาลและกระทรวงการคลัง มีหน้าที่ต้องดูแลประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นทั้งประชาชนระดับฐานราก ประชาชนในเมือง นักธุรกิจ หรือนักลงทุน ซึ่งการตั้งกองทุนพยุงหุ้นจะดำเนินการตามระยะเวลาที่เหมาะสม โดยยืนยันว่าไม่ได้มีคำสั่งห้ามหรือถูกเบรกใดๆ”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน