นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (วายแอลจี) เปิดเผยว่า สัปดาห์นี้ราคาทองคำมีความผันผวน โดยราคาได้ปรับลดลงที่ระดับต่ำสุดที่ 1,451.08 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดครั้งใหม่ของปี 2563 ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากปกติหากตลาดหุ้นปรับลดลง จะมีแรงซื้อเข้ามาในทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยส่งผลให้ราคาทองปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่ครั้งนี้แตกต่างออกไป เพราะตลาดหุ้นลงแรงจนเข้าสู่ภาวะขาลงอย่างเป็นทางการ ทำให้นักลงทุนเผชิญกับการถูกเรียกหลักประกันเพิ่ม นักลงทุนจึงจำเป็นต้องเทขายทองคำออกมา เพื่อนำเงินไปเติมหลักประกัน รวมถึงชดเชยผลขาดทุนในตลาดหุ้นรวมถึงสินทรัพย์อื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ช่วงเดือนก.ย. 2551 ส่งผลให้ตลาดหุ้นสหรัฐดิ่งลงอย่างหนัก และทองคำก็ปรับตัวลดลงแรงเช่นกัน
อย่างไรก็ดี หลังจากที่เฟดได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยและใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ก็ส่งผลให้ราคาทองทะยานขึ้นอย่างมากจนกระทั่งขึ้นไปทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2554 ส่วนทางด้านตลาดหุ้นปรับตัวลดลงอีกหลายเดือนก่อนที่จะค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นมา หากประวัติศาสตร์ซ้ำรอย คาดว่าความต้องการถือเงินสดในหมู่นักลงทุนอาจกดดันให้เกิดแรงขายในตลาดทองคําไปอีกสักระยะ เมื่อความตื่นตระหนกในตลาดบรรเทาลง นักลงทุนจะกลับมาพิจารณาถึงปัจจัยพื้นฐานต่างๆ และกลับเข้ามาซื้อทองคำในที่สุด
ทั้งนี้ หากพิจารณาในด้านปัจจัยพื้นฐาน จะพบว่าปัจจัยสนับสนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นยังอยู่ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยด้านเศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัว อันเนื่องมาจากการระบาดของไวรัส Covid-19 จนทำให้เกิดการวิตกว่าอาจเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกที่มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากการแพร่ระบาดของไวรัส Covid-19 กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั่วโลก จึงเป็นแรงผลักดันให้ธนาคารกลางทั่วโลกโดยเฉพาะธนาคารกลาสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยและผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ซึ่งจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับทอง เนื่องจากไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย นอกจากนี้ งานวิจัยของสภาทองคำโลก ระบุว่า ผลตอบแทนจากทองคำ ในช่วงดอกเบี้ยติดลบ จะสูงกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวของราคาทองคำถึง 2 เท่า รวมถึงปัจจัยความไม่สงบทางการเมืองทั่วโลกก็ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทอง
อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย ในระยะสั้นควรหาจังหวะขายทำกำไร เพราะราคายังมีโอกาสผันผวนต่อเนื่อง แล้วค่อยกลับเข้าซื้ออีกครั้งเมื่อตลาดกลับสู่ภาวะปกติ ส่วนนักลงทุนระยะสั้นและกลางที่รับความเสี่ยงได้สูง ควรหาจังหวะซื้อที่แนวรับ 1,451-1,445 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ตัดขาดทุนหากหลุด 1,445 ดอลลาร์ต่อออนซ์) เพื่อขายกำไรบริเวณแนวต้าน 1,558-1,593 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับนักลงทุนระยะยาว แนะนำทยอยเข้าซื้อที่แนวรับ 1,445 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และควรเผื่อเงินลงทุนไว้สำหรับการทยอยสะสมเพิ่มหากราคาปรับตัวลงไปบริเวณ 1,400-1,381 ดอลลาร์ต่อออนซ์