น.ส.จอมขวัญ คงสกุล ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ทีมโฆษก และฝ่ายตราสารหนี้ เปิดเผยว่า ในวันที่ 30 เม.ย. 2563 นี้ ก.ล.ต. เตรียมเปิดตัวแอพพลิเคชัน “SEC Bond Check” เวอร์ชันที่ 2 เพื่อแสดงข้อมูลรายชื่อผู้ออกตราสารหนี้รายใหญ่ และจำนวนยอดคงค้างของผู้ออกตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับที่ลงทุนได้ (non-investment grade) และตราสารที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (unrated) สูงสุด 10 รายแรก เพื่อให้ผู้ลงทุนทราบว่าผู้ออกตราสารหนี้เหล่านี้มีการพึ่งพิงแหล่งเงินทุนจากการออกตราสารหนี้เป็นจำนวนมากเท่าใด และสามารถนำไปประเมินความเสี่ยงประกอบการตัดสินใจลงทุน นอกจากนี้ ผู้ลงทุนยังสามารถค้นหาชื่อผู้ออก อัตราดอกเบี้ย อันดับความน่าเชื่อถือ อายุคงเหลือ และระดับความเสี่ยงได้ โดย “SEC Bond Check” สามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบปฏิบัติการ IOS และ Android (ระบบปฏิบัติการ IOS ดาวน์โหลดแอพพลิเคชันเพื่อใช้งานได้ที่ AppStore และ Play Store ระบบปฏิบัติการ Android ได้ที่ https://is.gd/nDqpEE) ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานแล้วเกือบ 2,000 ราย
หลังจาก ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้เปิดให้ผู้ลงทุนสามารถค้นหาข้อมูลสถิติการระดมทุนโดยการออกตราสารหนี้ และรายงานยอดคงค้างการออกเสนอขายตราสารหนี้ของผู้ออกแต่ละราย พร้อมรายละเอียดที่เกี่ยวข้องผ่านเว็บไซต์ของ ก.ล.ต. รวมถึงเผยแพร่ข้อมูลมูลค่าเสนอขายตราสารหนี้ในรูปแบบ open API เมื่อเดือน.ค. 2562 แล้ว ก.ล.ต. ยังได้พัฒนาแอพพลิเคชัน “SEC Bond Check” สำหรับค้นหารายชื่อหุ้นกู้ที่ออกและเสนอขายใหม่ โดยได้เปิดตัวเวอร์ชันแรกไปเมื่อ 27 ธ.ค. 2562 ซึ่งผู้ลงทุนสามารถเปรียบเทียบข้อมูลตราสารหนี้ออกใหม่ที่อยู่ระหว่างเสนอขาย ได้ทั้งอัตราดอกเบี้ย อายุตราสาร และระดับความเสี่ยงของตราสารหนี้ที่เสนอขายในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน และยังสามารถเรียกดูเอกสารสรุปข้อมูลสำคัญของตราสารหนี้ ตลอดจนหนังสือชี้ชวนเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน
นางจอมขวัญ กล่าวว่า ตลาดตราสารหนี้ถือเป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญสำหรับภาคเอกชน และเป็นแหล่งการออมและการลงทุนที่สำคัญของประชาชน โดยมีการเติบโตอย่างรวดเร็วมาตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา จากมูลค่ารวม 1.3 ล้านล้านบาท ในปี 2553 เพิ่มเป็นมูลค่าสูงถึง 3.96 ล้านล้านบาท ในปี 2563 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีถึง 14% เมื่อเทียบกับสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 5% โดยปัจจุบันตราสารหนี้ภาคเอกชนมีมูลค่ากว่า 20% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
ทั้งนี้มากกว่า 95% ของตราสารหนี้ภาคเอกชนมีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่ลงทุนได้ ซึ่งผู้ลงทุนส่วนใหญ่ 59% เป็นผู้ลงทุนสถาบัน ได้แก่ สถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์ บริษัทประกันชีวิต และกองทุนต่างๆ เป็นต้น ส่วนที่เหลืออีก 5% เป็นตราสารที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับที่ลงทุนได้ และตราสารที่ไม่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งถือเป็นตราสารหนี้กลุ่มเสี่ยงและมักจูงใจผู้ลงทุนด้วยการให้ผลตอบแทนที่สูง โดยผู้ลงทุนที่ลงทุนในตราสารกลุ่มเสี่ยงส่วนใหญ่ 60% เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่มีศักยภาพด้านการเงินที่สามารถรับความเสี่ยงสูงจากการลงทุนได้ ส่วนอีก 40% เป็นผู้ลงทุนรายย่อยที่มีความสัมพันธ์กับกิจการและซื้อตราสารผ่านช่องทางการเสนอขายแบบวงจำกัด ไม่เกิน 10 ราย ประมาณ 20% และที่เหลืออีก 20% เป็นผู้ลงทุนสถาบัน
ทั้งนี้ จากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการชะลอตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและภาคธุรกิจหลายแห่งทั่วโลกรวมถึงภายในประเทศ ทำให้ธุรกิจบางรายประสบปัญหาสภาพคล่องอย่างกะทันหัน และอาจส่งผลต่อการระดมทุนหรือการต่ออายุตราสารหนี้ จนทำให้กลไกตลาดตราสารหนี้อาจไม่สามารถทำหน้าที่จัดหาเงินทุนแก่ภาคธุรกิจได้อย่างเป็นปกติ
ดังนั้น ก.ล.ต. และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าวและเร่งประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของระบบการเงินของประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง ได้จัดตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่องตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate Bond Stabilization Fund: BSF) เพื่อสนับสนุนสภาพคล่องส่วนเพิ่มให้กับกิจการไทย โดยกิจการไทยหรือตราสารต้องมีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับลงทุนได้ รวมทั้งมีตราสารหนี้ที่มียอดคงค้างที่จะครบกำหนดในปี 2563 ทั้งนี้การให้ความช่วยเหลือของกองทุน BSF จะขึ้นกับการพิจารณาของคณะกรรมการลงทุนของกองทุนตามพระราชกำหนดการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ พ.ศ. 2563
สำหรับตราสารหนี้กลุ่มเสี่ยง ซึ่งมีผู้ลงทุนส่วนใหญ่ 60% เป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ ตั้งแต่เดือนก.พ.ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยได้ประสานงานกับบริษัทผู้ออกตราสาร บริษัทหลักทรัพย์ และธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้อย่างใกล้ชิด รวมทั้งพิจารณาแนวทางเพื่อลดและจำกัดผลกระทบในวงกว้างเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยมาตรการที่ ก.ล.ต. ให้ความสำคัญและได้ดำเนินการติดตามสถานะทางการเงิน ความสามารถในการชำระหนี้ และการต่ออายุพันธบัตรของผู้ออก จลอดจนการสอบถามแผนการชำระหนี้ตามอายุตราสารของผู้ออกอย่างต่อเนื่อง เป็นต้น