นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยได้ซึมซับข่าวดีเรื่องการทยอยผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ไประดับหนึ่ง โดยฟื้นตัวขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนเม.ย. ซึ่งการเคลื่อนไหวของหุ้นไทยหลังจากนี้จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ภายหลังการผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ โดย บล.ทิสโก้ ได้แบ่งการแพร่ระบาดที่จะเกิดขึ้นเป็น 3 กรณี

ได้แก่ กรณีที่ 1 การระบาดอยู่ในวงจำกัด (โอกาสเกิดขึ้น 60%) โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 40-70 รายต่อวัน แม้จำนวนผู้ติดเชื้ออาจเพิ่มขึ้น แต่ระบบสาธารณสุขยังพอรับไหว และไม่น่าจะเป็นสิ่งที่นอกเหนือความคาดหมายของตลาดมากนัก หากเป็นเช่นนี้ดัชนีหุ้นไทยจะแกว่งในกรอบ 1,230-1,300 จุด โดยจะเหวี่ยงขึ้น-ลงไปตามสถานการณ์แพร่ระบาดระลอกสอง, ตัวเลขเศรษฐกิจ และการประกาศผลประกอบการ

กรณีที่ 2 สถานการณ์แพร่ระบาดยังควบคุมได้ดี (โอกาสเกิดขึ้น 30%) มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 15-30 รายต่อวัน นำไปสู่การทยอยเปิดธุรกิจอื่นๆ ตามมาอย่างราบรื่นตลอดช่วง 2 เดือนข้างหน้า จะเป็นผลดีต่อแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนในช่วงครึ่งปีหลัง คาดดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสแกว่งซิกแซกขึ้นทดสอบระดับ 1,300-1,360 จุด แต่การปรับขึ้นครั้งนี้จะไม่ยั่งยืนเพราะราคาหุ้นเริ่มสูงและตึงตัวมากเมื่อเทียบกับกำไร

และกรณีที่ 3 เกิดการะบาดซ้ำ (โอกาสเกิดขึ้น 10%) โดยมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 100 รายต่อวัน อาจนำไปสู่การสั่งปิดธุรกิจอีกครั้ง และมีแนวโน้มที่จะต่ออายุการใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ไปอีก 1 เดือน คาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวลงทดสอบระดับ 1,200 จุด หรือต่ำกว่า อย่างไรก็ดี บล.ทิสโก้มองว่ากรณีที่ 3 มีโอกาสเกิดน้อย ตราบใดที่รัฐบาลยังมีการควบคุมการเดินทางจากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร

โดยการลงทุนในเดือนพ.ค. ต้องระวังความผันผวนเมื่อเข้าสู่ช่วงครึ่งของเดือน เนื่องจากนักวิเคราะห์น่าจะเริ่มปรับประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2563 ลงอีก หลังจากรับทราบผลประกอบการไตรมาสที่ 1/2563 ซึ่งส่วนใหญ่ยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบเต็มที่จาก โควิด-19 และการปิดเมือง จึงคาดว่าผลกระทบหนักที่สุดน่าจะเกิดขึ้นกับผลประกอบการไตรมาส 2 แต่ทั้งนี้ นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันนักวิเคราะห์ได้ปรับประมาณการกำไรของตลาดปี 2563 ไปแล้ว 27.4% มาอยู่ที่ 74.0 บาทต่อหุ้น และปี 2564 ถูกปรับลงไป 19.4% มาอยู่ที่ 89.1 บาทต่อหุ้น (เฉพาะเดือนเม.ย. ประมาณการกำไรของตลาดปีนี้และปีหน้าถูกปรับลง 9.7% และ 6.9% ตามลำดับ) โดยบล.ทิสโก้ ได้ประมาณการกำไรของตลาดที่ถูกปรับลงทุกๆ 1% จะมีผลต่อการปรับลดลงของดัชนีหุ้นไทยประมาณ 13 จุด

ดังนั้น บล.ทิสโก้ ยังคงมีมุมมองว่าดัชนีหุ้นไทยในระดับปัจจุบันเริ่มมีกรอบในการปรับขึ้น (อัพไซต์) จำกัด และในช่วงนี้ไม่ใช่จังหวะซื้อเพื่อการลงทุน แต่เป็นการซื้อเพื่อการเก็งกำไรหรือซื้อมาขายออกรอบสั้นๆ

สำหรับหุ้นที่เลือกลงทุนในเดือนนี้ คือ 1. หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ แม้ราคาหุ้นโดยรวมฟื้นตัวขึ้นมาบ้างแล้วในเดือนที่ผ่านมา แต่ยังคงมีโอกาสปรับขึ้นอยู่ แนะนำ BEM, CPALL, CPN และ HMPRO 2. หุ้นที่คาดว่างบจะออกมาดี แนะนำ RBF และ SMPC 3. หุ้นที่มีศักยภาพการเติบโตแม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แนะนำ BAM เพราะฉะนั้น หุ้นเด่นที่บล.ทิสโก้แนะนำในเดือนพ.ค. คือ BAM, BEM, CPALL, CPN, HMPRO, RBF และ SMPC

ด้านแนวรับสำคัญของเดือนนี้อยู่ที่ 1,270 จุด และมีแนวรับถัดไปที่ 1,255 และ 1,230 จุด ตามลำดับ ขณะที่แนวต้านสำคัญของเดือนนี้อยู่ที่ 1,320-1,330 จุด และมีแนวต้านถัดไปที่ 1,350-1,360 จุด ตามลำดับ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน