นายธาริฑธิ์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบและวิเคราะห์ความเสี่ยงสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของระบบธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 1/2563 ว่า ระบบธนาคารพาณิชย์มีความมั่นคง ระดับเงินกองทุนและเงินสำรองอยู่ในระดับสูง สามารถรองรับความต้องการสินเชื่อและความผันผวนของเศรษฐกิจในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ได้ โดยระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิ 5.29 หมื่นบาท

ทั้งนี้ รายได้จากธุรกิจหลักของธนาคารยังทรงตัว โดยอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์เฉลี่ย (Return on Assets: ROA) ลดลงมาอยู่ที่ 1.03% จาก 1.14% ในไตรมาสก่อน ขณะที่อัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ดอกเบี้ยเฉลี่ย (Net Interest Margin: NIM) เพิ่มขึ้นจากเปลี่ยนแปลงวิธีการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยตามมาตรฐานบัญชีใหม่ TFRS 9 ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2563 และการปรับลดอัตราเงินนำส่งกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF)

นอกจากนี้ ระบบธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนทั้งสิ้น 2.8 ล้านล้านบาท หรืออัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS ratio) ที่ 18.7% เงินสำรองอยู่ในระดับสูงที่ 7.19 แสนล้านบาท หรืออัตราส่วนเงินสำรองที่มีต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ที่ 143.3% และอัตราส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต (LCR) ที่ 185.7%

สำหรับภาพรวมการเติบโตของสินเชื่อระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 1/2563 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.1% เทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน โดยสินเชื่อธุรกิจ มีสัดส่วน 64.8% ของสินเชื่อรวม ขยายตัวที่ 3.3% ตามความต้องการใช้สินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ในหลายประเภทธุรกิจที่ส่วนหนึ่งกลับมาใช้สินเชื่อแทนการระดมทุนผ่านตราสารหนี้ในภาวะที่ตลาดการเงินมีความผันผวน ส่งผลให้สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ (ไม่รวมธุรกิจการเงิน) ขยายตัวเร่งขึ้นมาอยู่ที่ 5.3% ขณะที่สินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอี (ไม่รวมธุรกิจการเงิน) หดตัวเล็กน้อยที่ 0.2%

ขณะที่สินเชื่ออุปโภคบริโภค มีสัดส่วน 35.2% ของสินเชื่อรวม ขยายตัว 5.6% ชะลอลงจากไตรมาสก่อนในทุกประเภทสินเชื่อ ทั้งสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและรถยนต์ สอดคล้องกับการลดลงของยอดซื้อที่อยู่อาศัยและรถยนต์ ขณะที่สินเชื่อบัตรเครดิตชะลอตัวลงมากตามการหดตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สำหรับสินเชื่อส่วนบุคคลยังเติบโตได้ในอัตราที่ค่อนข้างสูง

ในส่วนคุณภาพสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2563 ด้อยลงจากสิ้นปี 2562 จากผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์การจัดชั้นตามมาตรฐานบัญชีใหม่ TFRS 9 โดยยอดคงค้างสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Non-Performing Loan: NPL หรือ stage 3) อยู่ที่ 4.9 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมที่ 3.05% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 2.98% ขณะที่สัดส่วนสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิตต่อสินเชื่อรวม (Significant increase in credit risk: SICR หรือ stage 2) อยู่ที่ 7.70%

“เป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ เพราะปกติสถาบันการเงินจะเป็นภาพสะท้อนระบบเศรษฐกิจ โดยเวลาเศรษฐกิจแผ่วลงมีความเป็นไปได้ที่ NPL จะปรับสูงขึ้น แต่จะขึ้นเท่าใด ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยในเรื่องมาตรการที่เข้าไปดูแลว่าเพียงพอมากน้อยเพียงใด ทั้งมาตรการของรัฐ และสภาพคล่องทางการเงิน รวมถึงปัจจัยเรื่องผู้ประกอบการปรับตัวได้มากน้อยเพียงใด ตอนนี้เป็นเรื่องนี้สำคัญที่ทุกคนต้องปรับตัว และปัจจัยเรื่องสถาบันการเงินเข้าไปช่วยเหลือลูกหนี้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด นี่เป็นปัจจัยหลักที่จะบอกว่า NPL ในปีนี้จะสูงเท่าใด ดังนั้นการคาดการณ์ NPL ทั้งปีคงตอบไม่ได้ เพราะต้องขึ้นกับปัจจัยดังกล่าว รวมถึงปัจจัยเศรษฐกิจในและนอกประเทศไทยด้วย” นายธาริฑธิ์ กล่าว

อย่างไรก็ดี ธปท. ยอมรับว่ามีความกังวลอยู่บ้างเกี่ยวกับแนวโน้ม NPL ของสินเชื่อบ้านที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่เมื่อดูในรายละเอียดจะพบว่า NPL ที่สูงขึ้นเกิดจากการแข่งขันในอุตสาหกรรมก่อนหน้านี้ ซึ่งตอนนี้การแข่งขันได้แผ่วลงแล้ว ความกังวลก็ไม่มากนัก และเรื่องความตึงตัวของภาระหนี้ภาคครัวเรือน ถ้าประชาชนมีรายได้กลับมาก็จะมาใช้หนี้ได้ แต่เชื่อว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่บริหารจัดการได้ ส่วนมาตรการ LTV ที่ผ่านมาได้มีการผ่อนปรนหลักเกณฑ์ไปแล้ว และยืนยันว่า LTV ไม่เป็นอุปสรรคต่อคนที่ต้องการซื้อบ้านหลังแรก ส่วนข้อเรียกร้องให้มีการผ่อนเกณฑ์อีกนั้น คงต้องชั่งน้ำหนักให้ดีว่าเราทำอะไรได้บ้าง และประโยชน์ที่ได้รับเป็นอย่างไรท่ามกลางภาวะแวดล้อมเรื่องหนี้ครัวเรือน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน