นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า จากการรวบรวมผลกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนไตรมาสที่ 1/2563 จำนวน 113 บริษัท พบว่ามีกำไรสุทธิรวมอยู่ที่ 7.87 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าที่ตลาดคาดว่าจะอยู่ที่ 1.11 แสนล้านบาท โดยจำนวนนี้มี 45 บริษัทที่ผลประกอบการดีกว่าคาด, 41 บริษัทแย่กว่าคาด และ 27 บริษัทที่มีผลประกอบการตามคาด ทำให้ตั้งแต่ต้นเดือนพ.ค.-ปัจจุบัน นักวิเคราะห์ในตลาดเริ่มปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยทั้งปี 2563 ลงประมาณ 5.2% เหลือ 69.7 บาทต่อหุ้น และปรับลดประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยปี 2564 ลง 3.3% เหลือ 85.6 บาทต่อหุ้น

ส่งผลให้ระดับการประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของดัชนีหุ้นไทย ในแต่ละไตรมาสถูกปรับลงเช่นกัน ทำให้ในระยะสั้นดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสการปรับขึ้นจำกัด ขณะที่อัตราราคาต่อกำไรล่วงหน้า 12 เดือน ของหุ้นไทยเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 16.5 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 16.6 เท่า ซึ่งระดับราคาที่สูงเช่นนี้อาจดูไม่สมเหตุสมผลท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวรุนแรงและสถานการณ์ไม่แน่นอนในต่างประเทศ ดังนั้น บล.ทิสโก้ จึงยังคงมุมมองการลงทุนช่วงนี้แค่เลือกเทรดดิ้งสั้นๆ ในกรอบ 1,270-1,330 จุด โดยใช้กลยุทธ์ลงซื้อ-ขึ้นขาย

ทั้งนี้ บล.ทิสโก้ ได้เก็บรวบรวมผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาสที่ 1/2563 (ไม่นับรวมตลาด mai) จำนวน 552 บริษัท หรือคิดเป็น 89% ของจำนวนบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดที่ 621 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 15 พ.ค. 2563) พบว่า มีกำไรสุทธิรวม 1.09 แสนล้านบาท ทรุดตัวแรง 58% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) และลดลง 50% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2562 (QoQ) เนื่องจากถูกกดดันจากผลประกอบการของกลุ่มพลังงาน ที่พลิกขาดทุนสุทธิ 2.05 หมื่นล้านบาท และกลุ่มปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ที่ขาดทุนสุทธิ 6.84 พันล้านบาท เนื่องจากมีผลขาดทุนสต๊อกน้ำมันเป็นจำนวนมาก และมีผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินบาท

ขณะที่กลุ่มเหล็ก และกลุ่มสื่อและสิ่งพิมพ์ มีผลขาดทุนต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ส่วนกลุ่มอื่นๆ ส่วนใหญ่ก็มีกำไรลดลงมากเช่นกัน โดยหลักๆ มาจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผลจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และบางส่วนจากการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานบัญชีใหม่ ทั้งนี้ กลุ่มที่มีสัดส่วนกำไรมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ กลุ่มธนาคาร มีกำไรสุทธิรวม 5.03 หมื่นล้านบาท, กลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีกำไรสุทธิรวม 1.60 หมื่นล้านบาท, กลุ่มพาณิชย์ มีกำไรสุทธิรวม 1.36 หมื่นล้านบาท, กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม มีกำไรสุทธิรวม 1.13 หมื่นล้านบาท และกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มีกำไรสุทธิรวม 1.11 หมื่นล้านบาท

พร้อมแนะนำหุ้นที่น่าสนใจระยะสั้น ดังนี้ 1. หุ้นที่ได้ประโยชน์จากการทยอยผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์และราคายังมีโอกาสปรับขึ้น คือ CPALL, HMPRO, BEM และ BTS 2. หุ้นที่งบดีกว่าคาด ตลาดมีโอกาสปรับประมาณการกำไรและเป้าหมายราคาหุ้นขึ้น คือ CBG, COTTO, CPF, GLOBAL, LPH, PYLON, SMPC และ SYNEX 3. หุ้นที่แนวโน้มกำไรไตรมาส 2 น่าจะดีขึ้น จากไตรมาส 1 คือ AP, PRM, PTTEP, TASCO, และ TWPC 4. หุ้นเข้า MSCI แนะนำ BAM และหุ้นเก็งเข้า SET50 / SET100 คือ TTW / ACE, TVO และ WHAUP ตามลำดับ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน