น.ส.จริญญา จิโรจน์กุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ STGT ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือยางธรรมชาติและถุงมือยางไนไตรล์ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก เปิดเผยว่าบริษัทเตรียมจะเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก (ไอพีโอ) จำนวนไม่เกิน 444.78 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 31 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ซึ่งทุนจดทะเบียนของบริษัท 1,434.78 ล้านบาท คิดเป็นจำนวน 1,434.78 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท โดยเป็นทุนที่ชำระแล้ว 990 ล้านบาท ซึ่งมี บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

โดยเงินที่ได้จากการขายหุ้นเพิ่มทุนบริษัทจะนำไปลงทุนขยายกำลังการผลิตถุงมือจากปัจจุบันมีกำลังการผลิต 33,000 ล้านชิ้น โดยเป้าหมายในปี 2575 ที่ 1 แสนล้านชิ้น งบลงทุนรวม 20,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการในตลาดโลกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยในช่วงเหตุการณ์ปกติอัตราการขยายตัวถึงปีละ 12% และในช่วงเหตุการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ความต้องการใช้เพิ่มอย่างมาก ตลอดจนเชื่อมั่นว่าแม้หลังวิกฤตระบาดของโควิด จะมีผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยความต้องการใช้ถุงมือโดยเฉพาะเกรดที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์ ซึ่งจะไม่จำกัดการใช้ในวงการแพทย์เท่านั้น แต่ยังแพร่หลายไปในอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร อาหารทะเล ธุรกิจเสริมความงาม และยังครอบคลุมถึงธุรกิจร้านอาหารตั้งแต่ระดับบนไปถึงร้านอาหารริมทาง ตลอดจนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งโควิด-19 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมการผลิตถุงมือยาง เนื่องจากผู้บริโภคมีความตระหนักในเรื่องสุขอนามัย และดูแลปกป้องตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีอัตราความต้องการใช้ถุงมือยางเติบโตสูงมาก ตามการพัฒนาของเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้วย

ทั้งนี้ ในส่วนของแผนขยายกำลังการผลิต บริษัทจะทยอยลงทุนขยายกำลังการผลิตจากปัจจุบันที่ 33,000 ล้านชิ้น ใน 3 โรงงาน คือ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา, จ.สุราษฏร์ธานี และ จ.ตรัง โดยในปี 2567 จะเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 50,000 ล้านชิ้น ส่วนในปี 2571 จะเพิ่มเป็น 70,000 ล้านชิ้น และภายในปี 2575 จะเข้าสู่เป้าหมายที่ 1 แสนล้านชิ้น ขณะที่ภาพรวมความต้องการใช้ถุงมือยางในตลาดโลกในปี 2562 อยู่ที่ 300,000 ล้านชิ้น เติบโตเฉลี่ย 12.2% โดยมี 2 ประเทศซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ คือมาเลเซีย มีส่วนแบ่งตลาด 60% และไทย มีส่วนแบ่งตลาดที่ 20% ที่เหลือเป็นจีน อิโดนีเซีย และเวียดนาม โดยประเทศไทยได้เปรียบที่มีความมั่นคงด้านวัตถุดิบ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีการผลิตน้ำยางพารารายใหญ่ที่สุดในโลก โดยเฉพาะ บริษัท ศรีตรัง แอโกร อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นผู้หุ้นใหญ่ของบริษัทด้วย

“ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนจำหน่ายในประเทศเพียง 10% และอีก 90% ส่งออกไปขายในต่างประเทศครอบคลุมทุกทวีปกว่า 110 ประเทศ โดยบริษัทอยู่ในธุรกิจผลิตถุงมือยางมากว่า 30 ปี ซึ่งผู้เล่นรายใหม่จะเข้ามาในธุรกิจนี้ไม่ง่าย เพราะต้องอาศัยประสบการณ์ด้านการบริหารการผลิต ตลอดจนต้องมีเทคโนโลยีการผลิตต่างๆ ด้วย”

สำหรับภาพรวมการดำเนินงานปี 2562 บริษัทมีรายได้รวม 12,224.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 10.3% ขณะที่กำไรสุทธิ 613.91 ล้านบาท ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2563 บริษัทมีรายได้รวม 3,873.28 ล้านบาท เติบโต 28.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 421.89 ล้านบาท เติบโต 184.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยมาจากการขยายกำลังการผลิต รวมไปถึงความต้องการใช้ถุงมือยางที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก หลังเกิดโรคระบาด โควิด-19 ส่งผลให้บริษัทต้องเร่งการผลิตสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน