นายอภิสิทธิ์ อนันตนาถรัตน กรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทยังคงเป้าหมายภาพรวมเบี้ยประกันภัยรับรวมในปีนี้จะเติบโตได้ 8% จากปีก่อน หรืออยู่ที่ 22,800 ล้านบาท แม้ว่าในปีนี้จะมีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลให้เศรษฐกิจถดถอย อย่างชัดเจน การส่งออกหดตัวลดลง ยอดขายรถยนต์ใหม่ชะลอตัวเป็นอย่างมาก แต่บริษัมยังมองเห็นโอกาสการเติบโตในหลายผลิตภัณฑ์ ทั้งการทำประกันภัยโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ 80% อนุมัติโครงการไปแล้วและเชื่อมั่นว่าไม่น่าเลื่อน อาทิ โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อ 3 สนามบิน และโครงการก่อสร้างทางด่วนพระราม 3-ดาวคะนอง เป็นต้น
ส่วนภาพรวมตลาดประกันภัยทั่วโลก ราคามีแนวโน้มปรับขึ้นสูงมากเนื่องจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์วาตภัยใหญ่เกิดขึ้นหลายครั้ง รวมถึงเบี้ยประกันภัยอากาศยานก็ปรับขึ้นไป 30-40%
ในส่วนของแผนและกลยุธ์การดำเนินธุรกิจขอบบริษัทปี 2563 โดยจะการรักษาอัตราการต่ออายุและขยายฐานลูกค้ารายย่อย การรับประกันภัยงานภาครัฐ ซึ่งคาดว่าจะได้เบี้ยจากงานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่รวมกับเบี้ยประกันข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มกว่า 500 ล้านบาท การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพให้ครอบคลุมถึงประกันภัยโควิด-19 การขยายธุรกิจในตลาดอาเซียน โดยเฉพาะในเมียนมา ซึ่งคาดว่าจะมีเบี้ยประกันภัยรับต่อเพิ่มกว่า 100 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทยังได้เพิ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อรองรับนิวนอร์มอลไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในอนาคต และได้เชื่อมต่อระบบการออกกรมธรรม์ บันทึกข้อมูลต่างๆ โดยใช้โรโบติก
ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาสแรก ปี 2563 บริษัทสามารถทำเบี้ยประกันภัยรับรวมได้ที่ 6,136 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 25.3% มีกำไรสุทธิจากการรับประกันภัยหลังจากหักค่าใช้จ่ายดำเนินงาน 328.5 ล้านบาท และรายได้สุทธิจากการลงทุน 459.7 ล้านบาท กำไรก่อนหักภาษีเงินได้ 788 ล้านบาท ทั้งนี้ เมื่อหักภาษีแล้วบริษัทมีกำไรสุทธิ 668,8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.9%
ขณะที่นายชัย โสภณพนิช ประธานกรรมการ บริษัท กรุงเทพประกันภัยฯ ประเมินภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทยว่า แนวโน้มดัชนีหุ้นไทยไม่น่าจะปรับสูงขี้นไปกว่าระดับดัชนีในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ 1,330 จุด เนื่องจากโควิค-19 ยังไม่จบและการเปิดประเทศยังมีความไม่แน่นอนสูงมาก ฉะนั้นธุรกิจโดยทั่วไปจะยังไม่ฟื้นและต้องใช้เวลา
นอกจากนี้ ในด้านของธุรกิจท่องเที่ยวมองว่ายังต้องใช้เวลาอีก 2 ปี กว่านักท่องเที่ยวต่างประเทศจะกลับมาเดินทางโดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวยุโรป นอกเหนือจากนี้ยังมีประเด็นทางด้านการเมืองซึ่งเชื่อว่าใน 3-4 เดือนจากนั้นจะมีการออกมาประท้วงจากพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ทำให้การลงทุนใหม่ๆ โดยเฉพาะจากนักลงทุนต่างประเทศขาดความมั่นใจ และจะมีผลให้ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงสู่ระดับ 1,200 จุด อย่างไรก็ดี คงต้องติดตามว่าสิ้นปีนี้ถึงต้นปี 2564 ว่าดัชนีหุ้นไทยจะสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับดัชนีปัจจุบันได้หรือไม่ และเมื่อเทียบกับต้นปี 2563 ดัชนีหุ้นไทยอยู่ที่ 1,500 จุด โดยปรับลงมาประมาณ 15% และเชื่อว่าจะใช้เวลา 2 ปี ก่อนที่หุ้นจะกลับไปสู่ระดับเดียวกับปี 2562