นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยกรณีราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศ ธปท. เรื่องรายชื่อธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ ปี 2560 (มาตรการ D-SIBs) ว่า ปัจจุบันธนาคารขนาดใหญ่มีการสำรองสูงกว่ามาตรฐาน BIS Ratio เกิน 7.5% ซึ่งปรับเพิ่มตามประกาศใหม่ไปนานแล้ว ซึ่งการดำเนินการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นการปรับเกณฑ์ให้เป็นไปตามหลักสากล ในการเตรียมความพร้อมการกำกับดูแลสถาบันการเงินมากขึ้น ไม่ได้เป็นการออกเกณฑ์ เพื่อแก้ปัญหา
“ประชาชนอาจจะมีความแตกตื่นหลังจากที่มีการประกาศออกมา ทำให้มีการกระจายข่าวออกไป ซึ่งยังมีการประชาสัมพันธ์ไม่มากพอ”นายสมชัย กล่าว
นายสมชัย กล่าวว่า การประกาศเกณฑ์เพื่อกำกับดูแลสถาบันการเงินขนาดใหญ่ 5 แห่ง คือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย แสดงให้เห็นธนาคารกลุ่มนี้ มีผลต่อระบบเศรษฐกิจ การจะดำเนินการอะไร จะต้องมีความระมัดระวัง ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารขนาดใหญ่ก็มีฐานะที่แข็งแกร่ง ไม่ได้มีปัญหาอะไร ส่วนธนาคารขนาดเล็กก็มีสำรองเกินเกณฑ์ 7.5% ส่วนจะมีการบังคับให้เท่ากับธนาคารใหญ่หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับ ธปท.
นางฤชุกร สิริโยธิน รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า การประกาศใช้หลักเกณฑ์ธนาคารพาณิชย์ที่มีความสำคัญเชิงระบบในประเทศ หรือ D-SIBs (ดี-ซิบ) เป็นการเพิ่มขั้นต่ำอัตราการดำรงเงินกองทุนชั้นที่ 1 หรือ กันสำรองขั้นต้น จาก 6.5% เป็น 7.5% สำหรับธนาคารที่เข้าเกณฑ์ความสำคัญ 4 ด้าน ตามที่มาตรฐานสากล บาร์เซล 3 (Basel III) กำหนด คือ 1. ขนาดและปริมาณธุรกรรมใหญ่ 2. ความเชื่อมโยงในทำธุรกรรมมีมาก 3. เป็นผู้ให้บริการหลักในโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงิน 4. ความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ทางการเงินมาก ซึ่งสถาบันการเงินในไทยที่เข้าเกณฑ์ ดังกล่าว มี 5 ธนาคาร ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ /ธนาคารกรุงไทย/ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา/ ธนาคารกสิกรไทย และ ธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นธนาคารที่มีความสำคัญเชิงระบบ
การเพิ่มขั้นต่ำการกันสำรองดังกล่าว จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่น และความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินภายในประเทศให้มากขึ้น ไม่มีผลกระทบต่อเงินฝากของประชาชน และไม่กระทบต่อการดำเนินงานของสถาบันการเงินดังกล่าว รวมทั้งไม่ต้องเพิ่มอัตราส่วนการกันสำรองเงินกองทุนเพิ่ม เพราะปัจจุบันสถาบันการเงินทั้ง 5 แห่ง กันสำรองไว้ที่ระดับ 14-15% ซึ่งสูงกว่าขั้นต่ำที่กำหนดไว้อยู่แล้ว แต่ที่ต้องประกาศใช้ตอนนี้ เพราะเป็นจังหวะที่เหมาะสม เนื่องจากสถาบันการเงินมีความแข็งแกร่ง และมีเงินกองทุนอยู่ในระดับที่สูงอยู่แล้ว จึงมีความพร้อม เพียงพอรองรับดำรงเงินกองทุนส่วนเพิ่มจากการใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว
ขณะที่สถาบันการเงินอื่น ที่ไม่เข้าเกณฑ์ D-SIBs ก็ยังคงดำรงเงินกองทุนตามขั้นต่ำที่หลักเกณฑ์กำหนดไว้ จึงไม่มีผลกระทบ หรือน่าเป็นห่วงเกี่ยวกับระบบสถาบันการเงินของไทยแต่อย่างใด นอกจากนี้เกณฑ์ดังกล่าว เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพราะทั้ง สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และเยอรมัน ก็ประกาศใช้เกณฑ์ดังกล่าวเพื่อดูแลความเข้มแข็งของสถาบันการเงินเช่นกัน
นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ธนาคารทั้ง 5 แห่ง จะต้องเพิ่มการดำรงเงินกองทุนชั้นที่ 1 โดยทยอยดำรงเพิ่มขึ้น 0.5% ในปี 2562 และเพิ่มเป็น 1% ในปี 2563 และธนาคารทั้ง 5 แห่ง จะต้องมีการรายงานข้อมูล และสถานะของธนาคารถี่ขึ้นเป็นประจำทุกเดือน จากปกติที่จะรายงานเป็นรายไตรมาส
ทั้งนี้ ยังไม่พบการเคลื่อนย้ายเงินฝาก จาก 5 ธนาคารดังกล่าว แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งต่างประเทศที่ใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวก่อนหน้านี้ ก็ไม่มีผลกระทบเรื่องดังกล่าวเช่นกัน เพราะเกณฑ์นี้ถือเป็นเกณฑ์ที่ช่วยเพิ่มความเข้มแข็งให้กับสถาบันการเงิน