นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ บล.บัวหลวง เปิดเผยว่า ปี 2565 ตลาดหุ้นไทยสร้างผลตอบแทนได้ไม่ดีนัก นับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันดัชนีปรับตัวลดลง 1% ถือว่าเสมอตัวเมื่อรวมเงินปันผลที่คาดว่าจะให้ผลตอบแทนระดับ 2% แต่หากเปรียบเทียบตลาดหุ้นไทยกับตลาดหุ้นยุโรป, จีน และตลาดหุ้นเกิดใหม่ ทั่วโลกจะพบว่า หุ้นไทยให้ผลตอบแทนดีที่สุด หลังจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในรอบ 30 ปี
ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบอัตราผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยกับสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ เช่น น้ำมัน และทองคำ โดยในช่วงไตรมาส 1 ปี 2565 ผลตอบแทนจากน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 60% จากสงครามระหว่างยูเครนและรัสเซีย
แต่ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปีลดลงเหลือ 1.77% หลังราคาน้ำมันอ่อนตัวลง ขณะที่อัตราผลตอบแทนทองคำนับตั้งแต่ต้นปีพบว่าตัวเลขติดลบเล็กน้อยที่ 1.31% แต่ถือว่าดีกว่าช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ที่ให้ผลตอบแทนติดลบถึง 10% อัตราผลคฃตอบแทนจากการลงทุนตราสารหนี้ก็ขาดทุนเช่นกัน เนื่องจากราคาของตราสารหนี้ทั่วโลกปรับตัวลดลงสะท้อนดอกเบี้ยสหรัฐ ที่ปรับตัวขึ้นเร็ว จะมีเพียงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่เป็นสินทรัพย์ที่ปรับตัวขึ้นจากการที่เฟดขยับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วและแรง ส่งผลให้ผลตอบแทนค่าเงินในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ อยู่ระดับ 4.13% ขณะที่ค่าเงินบาทอ่อนถึง 14.3% ก่อนจะกลับมาแข็งค่าอีกครั้งในเดือนต.ค.-พ.ย.ที่ผ่านมา ทำให้ผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันอ่อนค่า 4.13%
สำหรับ แนวโน้มตลาดหุ้นไทยในปี 2566 คาดว่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าปี 2565 ภายหลังมีการจัดระเบียบเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยทำให้หลายอย่างกลับสู่ภาวะปกติ ดอกเบี้ยของเฟดน่าจะใกล้เคียงกับจุดสูงสุดแล้ว ล่าสุดปรับขึ้น 0.50% สู่ระดับ 4.25-4.5% ส่วนปี 2566 คาดว่าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกเพียงครั้งเดียวในไตรมาส 1 ส่งผลให้ดอกเบี้ยขึ้นไปแตะระดับ 4.75% และธนาคารกลางสหรัฐอาจมีโอกาสปรับดอกเบี้ยลดลงในปลายปีหากเศรษฐกิจถดถอยมากกว่าที่ธนาคารกลางสหรัฐคาดการณ์
โดยคาดการณ์เป้าหมายดัชนี SET Index ปี 2566 ที่ 1,820 จุด และกำไรบริษัทจดทะเบียนโดยรวมที่ 109 บาทต่อหุ้น ซึ่งคาดว่าเม็ดเงินต่างชาติจะยังไหลเข้ามาลงทุนมากขึ้นส่วน ค่าเงินบาทยังคาดว่าจะแข็งค่าต่อเนื่อง สะท้อนผ่านภาพในปัจจุบันที่เม็ดเงินต่างชาติเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยและตราสารหนี้เพียง 20% เทียบยอดขายสุทธิในช่วง 5-7 ปีที่ผ่านมาที่เงินไหลออกไปมาก
ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2566 คาดว่าจะเติบโต 4% จากปี 2565 ที่คาดว่าจะโต 3.2% โดยมีภาคการบริโภคและท่องเที่ยวที่ยังคงดีต่อเนื่อง แม้ว่าจะเห็นการชะลอตัวลงบ้างของภาคการส่งออกแต่ก็เป็นการกลับสู่ภาวะปกติของการฟื้นตัว ขณะเดียวกันไทยจะมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่ด้วย
สำหรับปัจจัยท้าทายในปี 2566 ต้องจับตาราคาสินค้าโภคภัณฑ์ว่าจะกลับมาสร้างปัญหาอีกหรือไม่ หากจีนมีการเปิดประเทศอย่างเต็มตัวจนดันเงินเฟ้อขึ้นสูงอีกครั้ง ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีน ปีหน้าจะเติบโต 5-5.5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยังไม่สะท้อนการกลับมาเปิดประเทศอย่างเต็มตัว
ในส่วนของการจัดพอร์ตลงทุนในปี 2566 แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นกู้, กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงหุ้นไทย, จีน และสหรัฐมากขึ้น สำหรับธีมการลงทุนเน้นลงทุนในกลุ่มท่องเที่ยว, กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการบริโภค, กลุ่มมีเดีย, กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่ม พลังงานสะอาด กรีนเอนเนอจี้ ที่ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสนใจซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาใช้งานมากขึ้น สะท้อนผ่านยอดขายปัจจุบันที่ 15,250 คัน นับจากต้นปีที่ผ่านมา สำหรับกลุ่มสถาบันการเงินก็ยังน่าสนใจจากคุณภาพหนี้ที่ดีขึ้น ขณะที่ปัจจุบันมีค่า P/E ค่อนข้างต่ำ ส่วนกลุ่มที่ควรเลี่ยงลงทุน คือ น้ำมัน, ปิโตรเคมี, โรงกลั่น, กองเรือ และโรงพยาบาล