นายชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ กรรมการผู้จัดการ สายงานค้าหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยมุมมองตลาดหุ้นไทยช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี 2566 ว่า อาจอยู่ในลักษณะปรับขึ้นลงในกรอบแคบ โดยมองกรอบล่างดัชนีระดับ 1,500 จุด ส่วนกรอบบน 1,625 จุด โดยภาพของตลาดขาลงมีไม่มากนัก ดังนั้นหากนโยบายของพรรคเพื่อไทย สามารถทำได้จริง ตลาดหุ้นน่าจะตอบรับในเชิงบวก

อย่างไรก็ดี ปัจจัยภายในประเทศที่น่ากังวลในเชิงการลงทุน คือ เรื่องนโยบายภาครัฐ โดยเฉพาะเงินดิจิทัล 10,000 บาท, การแก้ไขกฎหมายจัดเก็บกำไรของผู้ที่ลงทุนในตลาดหุ้น, การเก็บภาษีซื้อขายหุ้น, การปรับค่าแรงขั้นต่ำ รวมถึงนโยบายด้านพลังงานน้ำมันและไฟฟ้า

แต่อย่างไรก็ดี การจัดตั้งรัฐบาลผสม 11.5 พรรค ซึ่งถือว่ามากเป็นประวัติศาสตร์ ดังนั้นถือเป็นข้อยากในการที่จะผลักดันกฏหมายในแต่ละครั้ง เนื่องจากแต่ละพรรคการเมืองมีมุมมองในการดำเนินนโยบายที่แตกต่างกัน

“คาดว่าจะเห็นหน้าตารัฐบาลใหม่ ภายในเดือนก.ย.นี้ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยค่อยๆ ฟื้นตัว จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่ทำได้อย่างจำกัด โดยเฉพาะเงินดิจิทัล 10,000 บาท ซึ่งอาจต้องใช้เงินงบประมาณสูงถึง 5 แสนล้านบาท ขณะที่เพดานหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง และมีโอกาสที่นักวิเคราะห์จะปรับลดตัวเลขประมาณการเศรษฐกิจ และกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในครึ่งปีหลังนี้ เนื่องจากนโยบายกระตุ้นจากภาครัฐยังมีผลกระทบน้อยในปีนี้ แต่จะเริ่มมีผลกระทบเชิงบวกจริงจังในปี 2567”

ส่วนแนวโน้มค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ จากมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล, การส่งออกที่อาจดีขึ้นในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ขณะที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐ น่าจะเห็นในไตรมาส 4 ปีนี้ รวมถึงภาคท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเห็นการขับเคลื่อนที่ดีขึ้น หลังจากมีการปรับลดเป้าหมายจำนวนนักท่องเที่ยวปีนี้จาก 28 ล้านคน ลงมาอยู่ 25 ล้านคน

เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาช้ากว่าคาด เพราะค่าตั๋วเครื่องบินและโรงแรมราคาแพงขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวจีนในกลุ่มโลว์คอสต์ยังไม่เข้ามา กลับกันจะเห็นนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาในขณะนี้เป็นกลุ่มกำลังซื้อสูง ซึ่งเป็นผลดีต่อกลุ่มธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร สายการบินและสนามบิน แต่ทั้งนี้ ต้องระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้ เนื่องจากราคาหุ้นสูงกว่าระดับราคาก่อนเกิดโควิดไปมากแล้ว ดังนั้นคำแนะนำซื้อลงทุนระยะสั้น

ในส่วนของอัตราเงินเฟ้ออาจอยู่ในทิศทางค่อยๆ ปรับตัวลงในขาลง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกอยู่ในจุดที่สูงสุดแล้ว ดังนั้นจะเริ่มเห็นเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวขึ้น แต่ทั้งนี้ ธนาคารพาณิชย์ของไทยยังมีการควบคุมคุณภาพหนี้อย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ยังมองว่าเป็นอุปสรรคใหญ่ในการเติบโต เนื่องจากยอดลูกค้าถูกธนาคารปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 50% จากปกติไม่ควรเกิน 25% ซึ่งเป็นผลจากระดับหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังสูงกว่า 80%

สำหรับปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจจีน ซึ่งได้รับผลกระทบจากสหรัฐ และสหภาพยุโรป กีดกันสินค้าเทคโนโลยีจากจีน และผลกระทบฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีน อาจกระทบภาคการส่งออกของไทย ซึ่งมีสัดส่วนส่งออกไปจีนถึง 12% และหากรวมการส่งออกไปจีนและประเทศที่เกี่ยวข้องกับจีนจะมีสัดส่วนกว่า 17% ดังนั้น หากเศรษฐกิจจีนหดตัวหรือฟื้นตัวช้ากว่าคาด จะส่งผลกระทบกับไทยทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยว และการดั๊มพ์ราคาสินค้าของจีนในตลาดโลก ทำให้ผู้ผลิตไทยค้าขายยากขึ้น เช่น ธุรกิจวัสดุประเภทกระเบื้องห้องน้ำและกระเบื้องปูพื้น ปูนซีเมนต์ เฟอร์นิเจอร์ ชิ้นส่วนไฟฟ้า เป็นต้น

นายชัยพร ยังกล่าวถึงกลุ่มหุ้นน่าสนใจในช่วงที่เหลือของปีนี้ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศที่จะได้รับประโยชน์จากภาวะเศรษฐกิจที่ค่อยๆ ฟื้นตัว และนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล ทำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน กลุ่มธนาคาร เนื่องจากการควบคุมความเสี่ยงได้ดี ขณะที่ให้ชะลอลงทุนในกลุ่มนอนแบงก์ เพราะยังมีความเสี่ยงกับคุณภาพของลูกหนี้ นอกจากนี้ หุ้นกลุ่มบริโภคภายในประเทศ หุ้นกลุ่มธุรกิจด้านการท่องเที่ยว ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า เป็นต้น

ส่วนหุ้นที่มีมุมมองเชิงลบ คือ กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับภาคก่อสร้าง การผลักดันโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐยังทำได้ยากจากข้อจำกัดด้านหนี้สาธารณะสูง ขณะที่การลงทุนเอกชนจะรอดูความชัดเจนของนโยบายภาครัฐก่อน รวมถึงกลุ่มขนส่งเดินเรือ เนื่องจากค่าระวางลดลงมากกระทบกำไรบริษัทเดินเรือ ตลอดจนกลุ่มปิโตรเคมี เนื่องจากซัพพลายเข้าสู่ตลาดค่อนข้างมาก

สำหรับคำแนะนำในการจัดพอร์ตลงทุน แนะนำลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ ตราสารหนี้ภาคเอกชน 32% ทองคำ 13% ส่วนที่เหลือแนะลงทุนในตลาดหุ้น 55% โดยตลาดหุ้นต่างประเทศที่แนะนำ คือ เวียดนาม ฮ่องกง และสหรัฐ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน