นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ สมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน เปิดเผยว่า ผลการสำรวจความเห็นสมาชิกนักวิเคราะห์และผู้จัดการกองทุนรวม 26 สำนัก ประจำไตรมาส 4 ปี 2566 โดยได้ปรับลดคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2567 จากเดิมที่ 3.56% เหลือ 3.33%

สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อทิศทางการลงทุนจนถึงสิ้นปี 2567 โดยกว่า 50% มองปัจจัยบวก ด้านผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (บจ.) ปี 2567 รองลงมาเป็นทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐอเมริกา ตลอดจนเศรษฐกิจภายในประเทศ และ กระแสเงินลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศสู่ตลาดหุ้นไทย

ส่วนปัจจัยด้านลบ มีทั้งการลด หรือยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของประเทศสำคัญทั่วโลก ตลอดจนปัจจัยด้านการเมืองในต่างประเทศ และปัจจัยด้านเศรษฐกิจโลก ขณะที่คาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ณ สิ้นปี 2567 มีนักวิเคราะห์ถึง 62.50% ที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับเดิม คือ 2.50% ขณะที่อีก 21% มองว่าจะปรับลดลงไปที่ 2.25% และ 12.50% มองว่าลงไปที่ 2% อย่างไรก็ตาม มี 4.17% มองสวนทางว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับขึ้นไปอยู่ที่ 2.75%

ทางด้านคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ปี 2567 ของตลาดเฉลี่ยที่ 95.62 บาท ปรับลดจากผลสำรวจครั้งก่อน ซึ่งอยู่ที่ 99.47 บาทต่อหุ้น และคาดว่า EPS Growth ของปี 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 12.32% ทางด้าน คาดการณ์ดัชนีนลาดหุ้นไทย ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2567 จะขึ้นไปปิดสิ้นไตรมาสแรกที่ 1,476 จุด และเมื่อมองตลอดปี จะแกว่งตัวในกรอบ 1,340-1,612 จุด โดยปิดสิ้นปี 2567 ที่ 1,590 จุด

ส่วนคำแนะนำการลงทุน ให้มีการกระจายพอร์ตการลงทุน แบ่งเป็นเงินสดและเงินฝากระยะสั้น 8.96% กองทุนตราสารหนี้ 25.63% หุ้นหรือกองทุนหุ้นต่างประเทศ 23.67% หุ้นไทยหรือกองทุนหุ้นไทย 22.79% กองทุนอสังหาฯหรือ REIT 9.17% ทองคำหรือกองทุนทองคำ 8.75% สินทรัพย์อื่นๆ เช่น Bitcoin, น้ำมัน 1.03%

โดยความเห็นต่อการลงทุนต่างประเทศนั้น แนะนำให้ลงทุนกองทุนหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ และ Selective Asia เช่น เกาหลี และเวียดนาม

สำหรับในการลงทุนหุ้นไทยนั้น แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหมวดธุรกิจ ค้าปลีก อาหาร เงินทุน/หลักทรัพย์ และการท่องเที่ยว ในขณะที่ให้ลดน้ำหนักการลงทุนใน หมวดธุรกิจก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ รายที่มีหนี้สูง และธุรกิจประกัน

ส่วนหุ้นน่าลงทุน 1. AOT ได้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวดีขึ้น โดยในปี 2567 คาดนักท่องเที่ยว 34.5-35 ล้านคน จากปี 2566 ที่ 27-28 ล้านคน คาดว่าจะเห็นมาตรการรัฐสนับสนุนเพิ่มเติม 2. CPALL โดยได้แรงหนุนจากการท่องเที่ยว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล Easy E-Receipt ตลอดจนการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ รวมถึง Digital wallet ในปี 2567 ช่วยหนุนการจับจ่ายใช้สอย

3. CPN ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และภาคท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่องเช่นกัน ทั้งยังมีแผนการเปิดโครงการใหม่ในระยะยาว มองเป็นหุ้นที่น่าจะเป็นเป้าของกองทุน ThaiESG 4. GPSC ปัจจัยสนับสนุนจาก ผลตอบแทนจากการลงทุนตราสารหนี้ที่ปรับตัวลง และคาดกำไรปี 2567 โต 31% ฟื้นตัวตามค่าไฟที่คาดทยอยปรับขึ้น ขณะที่ต้นทุนก๊าซมีแนวโน้มค่อยๆ ลดลง ส่วนหุ้นที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ หุ้น DELTA เกินมูลค่าปัจจัยพื้นฐานไปมาก และหุ้นรายตัวที่มีภาระกู้ยืมสูง/เพิ่มทุน

พร้อมแนะนำไปยังรัฐบาลเกี่ยวกับนโยบายที่จะมีผลบวกต่อภาวะเศรษฐกิจ มีความคุ้มค่ากับผล กระทบทางงบประมาณ โดยส่วนใหญ่กล่าวถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว แยกเป็นการลงทุนภาครัฐที่หนุนศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ เร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ถัดมาคือด้านการช่วยเหลือภาคประชนได้แก่ มาตรการลดค่าครองชีพ

อย่างไรก็ตาม เรื่องนโยบายแจกเงินนั้น อยากให้เปลี่ยนเป็นโครงการกระตุ้นการบริโภค (คล้ายคนละครึ่ง) หรือนโยบายช้อปช่วยชาติ และตามมาด้วยเสนอนโยบายด้านการช่วยเหลือภาคธุรกิจ ได้แก่ นโยบายกระตุ้นการลงทุนจากต่างประเทศ เร่งแผนยกระดับศักยภาพการผลิตไทย ส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมใหม่ๆ รวมถึงกระตุ้นการลงทุนเอกชนในประเทศเกี่ยวกับ เทคโนโลยีใหม่ และด้านสิ่งแวดล้อม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน