นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นขณะนี้มีความผันผวนสูงมาก อาจทำให้นักลงทุนแตกตื่น แต่ขอให้ติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดเพราะมีทั้งความเสี่ยงและเป็นทั้งโอกาส ดังนั้นขอให้นักลงทุนอย่ากังวล เพราะในระยะยาวหากดูภาวะเศรษฐกิจของไทยเชื่อว่ายังอยู่ในจุดที่มีอัพไซด์มากกว่าดาวน์ไซด์ โดยเริ่มเห็นการพัฒนาที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว,ภาครัฐเริ่มเบิกจ่ายงบประมาณออกมา รวมถึงปัจจัยเศรษฐกิจต่างๆ ก็เริ่มดีขึ้น

ส่วนประเด็นทางการเมืองในสัปดาห์หน้ากรณี ศาลรัฐธรรมนูญนัดพิจารณาคดีถอดถอนนายกรัฐมนตรี มองว่าผลกระทบยังคล้ายเดิม เพราะรัฐบาลยังใช้งบประมาณต่างๆ น้อยมาก จึงมองว่าดาวน์ไซด์ยังมีน้อยกว่าอัพไซด์ ดังนั้นแนะนำให้นักลงทุนพิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมเพราะแต่ละอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบมากน้อยไม่เท่ากัน

ทางด้านนายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันพบว่าเงินลงทุน (ฟันด์โฟลว์) ต่างชาติ เริ่มไหลกลับเข้ามาในประเทศไทย แต่ไปพักเงินอยู่ในตลาดตราสารหนี้ (บอนด์) สัปดาห์ละประมาณ 20,000 ล้านบาท ซึ่งทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นในช่วงนี้ ประกอบกับ การรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2567 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) หากออกมาดีและดีต่อเนื่องไปจนถึงช่วงไตรมาส 3-4 ของปีนี้ คาดว่าก็จะช่วยหนุนให้ฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยได้มากขึ้น

สำหรับภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือน ก.ค. 2567 โดยดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) ปิดที่ 1,320.86 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 1.5% จากเดือนก่อนหน้า แต่ปรับลดลง 6.7% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2566 โดยผู้ลงทุนยังรอความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและประเมินผลกระทบจากมาตรการเรียกความเชื่อมั่นในตลาดทุนที่เพิ่งประกาศใช้ในเดือนก.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ช่วง 7 เดือนแรกปีนี้ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันอยู่ที่ 44,162 ล้านบาท ลดลง 22.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิรวม 117,559 ล้านบาท โดยมีแนวโน้มลดลงและมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 27 นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยซึ่งฟื้นตัวจากการส่งออกและท่องเที่ยว การใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ออกมาตรการควบคุมการทำ Short Sell ทำให้ผู้ลงทุนในประเทศกลับมาลงทุนมากขึ้น สวนทางกับสัดส่วนการลงทุนจากต่างชาติ รวมถึงรัฐบาลได้เพิ่มการลดหย่อนภาษีและลดระยะเวลาการถือครองสำหรับกองทุน Thai ESG ช่วยสนับสนุนตลาดหุ้นไทยให้มีความน่าสนใจ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน