นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีของ นายเศรษฐา ทวีสิน สิ้นสภาพ ทำให้นายกฯ หลุดจากตำแหน่งไปพร้อมๆ กับคณะรัฐมนตรีทั้งหมด ขั้นตอนหลังจากนี้คือ สภาฯ มีหน้าที่ที่จะต้องลงคะแนนเสียงเลือกนายกฯ จากบัญชีแคนดิเดตที่เหลืออยู่ อาทิ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย หรือนายอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ประเมินผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย คงจะต้องมาดูว่าการรวมคะแนนเสียงเพื่อเลือกนายกฯคนถัดไป พร้อมกับการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะกินเวลายาวนานแค่ไหน หากเกิดขึ้นได้เร็วภายในไตรมาสที่ 3 นี้ เชื่อว่าผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยคงจะมีไม่มากนัก แต่หากสถานการณ์มีความยืดเยื้อจนกระทั่งเกิดสุญญากาศทางการเมืองไปถึงไตรมาสที่ 4 ประเมินตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเผชิญกับภาวะ Political risk premium หรือการแบกรับความเสี่ยงจากการเมือง ที่สูงขึ้นได้
หากออกมาในรูปแบบนี้ มีโอกาสที่คาดการณ์กำไรบริษัทจดทะเบียนต่างๆ จะถูกปรับลงอีกระลอกหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มที่อิงกับ Domestic demand หรือการจับจ่ายในประเทศ ซึ่งจะถูกบั่นทอนจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง การชะลอการลงทุนของภาคธุรกิจ และการเบิกจ่ายภาครัฐที่ล่าช้าออกไป ไม่นับรวมกับสายตาของนักลงทุนต่างชาติที่เบื่อหน่ายกับภาพการเมืองไทยที่มักมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง
โดยในกรณีนี้ อาจจำเป็นต้องปรับลดสมมติฐาน EPS (อัตรากำไรต่อหุ้น) ของตลาดลง จนกระทบกับระดับดัชนี SET ที่เหมาะสม ซึ่งหมายถึงระดับแนวรับสำคัญที่ 1,270 จุด ก็จะถูกกดต่ำลงมาโดยอัตโนมัติ และอาจต้องระวังกลุ่มค้าปลีกที่มีโอกาสได้รับผลกระทบเชิงลบจากความคาดหวังมาตรการดิจิทัลวอลเล็ต ที่น้อยลง