สรุปภาวะการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยวันที่ 3 ก.พ. 2568 ดัชนีปิดตลาดที่ 1,304.39 จุด ลดลง -10.11 จุด (-0.77%) ระหว่างวันดัชนีหลุด 1,300 จุด ลงไปต่ำสุดที่ 1,270.87 จุด
สำหรับ 5 อันดับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด ได้แก่
1.CPALL ราคาปิด 52.50 บาท +0.50 บาท(+0.96%) มูลค่าการซื้อขาย 5,602,518.35 ล้านบาท
2. DELTA ราคาปิด 125.50 บาท -0.50 บาท(+0.40%) มูลค่าการซื้อขาย 3,073,916.30 ล้านบาท
3. KBANK ราคาปิด 159 บาท +1.50 บาท (+0.93%) มูลค่าการซื้อขาย 2,849,120.70 ล้านบาท
4. KTB ราคาปิด 22.90 บาท ราคาไม่เปลี่ยนแปลง มูลค่าการซื้อขาย 1,913,060.73 ล้านบาท
5. PTT ราคาปิด 31 บาท +0.50 (+1.59%) มูลค่าการซื้อขาย 1,753,792.1 ล้านบาท
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรง ภายหลังจากในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธาธิบดีสหรัฐ ได้ลงนามเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากทั้ง แคนาดา เม็กซิโก ในอัตรา 25% และจีน ในอัตรา 10% ตามที่เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ ปัจจัยดังกล่าวทำให้ไม่กี่ชั่วโมงให้หลัง ได้พัฒนากลายมาเป็นสงครามการค้าย่อมๆ จากการตอบโต้ของประเทศเหล่านี้ ทั้งการเตรียมเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐ ของทั้งแคนาดา (25%) และเม็กซิโก รวมถึงจีนที่เตรียมจะยื่นคำร้องต่อ WTO ด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวได้ส่งผลกระทบทางอ้อมไปยังราคาน้ำมันดิบให้ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากทั้งแคนาดาและเม็กซิโก ต่างก็เป็นแหล่งนำเข้าทางด้านเชื้อเพลิงที่สำคัญของสหรัฐ
อย่างไรก็ดี มองการปรับตัวลงของดัชนีหุ้นไทย ในช่วงแรกของเดือนน่าจะได้รับการประคับประคองบ้างจากกลุ่มพลังงานที่ได้ รับผลเชิงบวกจากราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น รวมถึงกลุ่มการบริโภคในประเทศที่คาดว่าจะเห็นการรีบาวด์ขึ้นบ้าง หลังราคาลงไปแรงจากผู้นำกลุ่มเช่น CPALL ในช่วงปลายเดือนก่อน ด้วยเหตุนี้ จึงเชื่อว่ามีโอกาสที่หุ้นไทยจะปรับตัวแข็งแกร่งกว่าหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสงครามการค้าที่เกิดขึ้น
โดยประเมินแนวรับสำคัญของ SET Index เดือนก.พ.นี้ จะอยู่ที่จุดต่ำสุดที่เคยทำไว้แถวบริเวณ 1,270-1,280 จุด ถือว่าน่าสนใจมาก เนื่องจากเป็นระดับเทียบเท่า PBV หรือ ราคาตลาดต่อมูลค่าตามบัญชีที่ 1.22 เท่าถือว่าถูกที่สุดเป็นอันดับ 3 นับตั้งแต่วิกฤติซับไพรม์ ทั้งนี้ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำซื้อหุ้นที่บริเวณแนวรับดังกล่าว โดยเน้นไปที่กลุ่ม ที่เกี่ยวเนื่องกับการบริโภคในประเทศ ซึ่งค่อนข้างปลอดภัยจากประเด็นสงครามการค้า
สำหรับปัจจัยเสี่ยงอื่นที่อาจต้องติดตามได้แก่ ความเสี่ยงที่สงครามการค้าจะลากยาวจนก่อให้เกิดความกลัวเกี่ยวกับการกลับมาของเงินเฟ้ออีกครั้ง ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง อาจทำให้โอกาสในการปรับลดดอกเบี้ยของธปท.ในเดือนนี้ลดลง รวมถึงการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไตรมาส 4 ซึ่งหากออกมาแย่กว่าคาด อาจนำมาสู่การปรับลดประมาณการในตลาดอีกครั้ง ตลอดจนจับตาแรงขายสุทธิของนักลงทุนสถาบันในประเทศที่อาจเกิดขึ้น หากเริ่มมีความชัดเจนว่าตลาดหลักทรัพย์จะมีการปรับปรุงการคำนวณดัชนีหุ้นไทยรูปแบบใหม่ และ ความเสี่ยงที่ MSCI อาจปรับลดน้ำหนักหุ้นไทย จนนำมาสู่แรงขายของนักลงทุนต่างชาติในระยะสั้น