นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน รวมถึงสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เตรียมเข้าพบนายพิชัย ชุณหวชิร รมว.คลัง เพื่อหารือแผนกระตุ้นระยะสั้นช่วยพยุงตลาดหุ้นไทย หลังตลาดหุ้นมีความผันผวน

ทั้งนี้ กระทรวงคลัง ได้ใผ้ความสนใจถึงเงินคงค้างกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ซึ่งสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ได้มีการเสนอกระทรวงคลังให้ปรับเงื่อนไขกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG) ให้มีนโยบายลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมด เหมือนกองทุน LTF ในอดีต เนื่องจากเห็นว่าที่ผ่านมา กอง ThaiESG เม็ดเงินส่วนใหญ่เข้าลงทุนในตราสารหนี้ ESG โดยเข้าลงทุนหุ้น ESG ไม่มากเท่าที่ควร

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นสหรัฐ ที่เงินลงทุนกระจุกตัวอยู่ในหุ้น AI เพียงไม่กี่ตัว มีโอกาสเกิดปรับฐานครั้งใหญ่ อีกทั้งความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย มีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจต้องปรับมาใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเร็วกว่าคาด ส่งผลต่อทิศทางเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติเคลื่อนย้ายออกจากสหรัฐกลับมายังตลาดเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจจากการที่เป็นตลาดที่มีความผันผวนต่ำ โดยพิจารณาจากค่าความผันผวน ณ สิ้นวันทำการของดัชนีหุ้น (SET) สาเหตุหนึ่งมาจากเป็นตลาดหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงอย่างต่อเนื่อง โดยค่าเฉลี่ยย้อนหลังตั้งแต่ปี 2543 ถึงปัจจุบันอยู่ที่ 3.14% จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการกระจายการลงทุนไปในหุ้นที่มีความผันผวนน้อยกว่าตลาดหุ้นโดยรวม (Defensive Stock)

สำหรับภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนม.ค. 2568 ดัชนีหุ้น (SET) ปิดที่ 1,314.50 จุด ปรับลดลง 6.1% โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 39,006 ล้านบาท ลดลง17.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน อย่างไรก็ดีเริ่มเห็นสัญญาณการซื้อขายของผู้ลงทุนสถาบันในประเทศเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับสูงกว่า 10% ของมูลค่าซื้อขายทั้งหมด 4 เดือนต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ในเดือนม.ค. มี 1 หลักทรัพย์ เข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน mai คือ บริษัท โปร อินไซด์จำกัด (มหาชน) หรือ PIS

ขณะที่อัตราส่วนราคาต่อกำไรล่วงหน้า หรือ Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนม.ค. 2568 อยู่ที่ระดับ 15 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 12.6 เท่า และ อีตราส่วนกำไรในอดีตอยู่ที่ระดับ 17.7 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 14.2 เท่า

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน