น.ส.เกรซี่ เฉิน กรรมการผู้จัดการ ของ บิตเก็ต (Bitget) แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนคริปโตเคอร์เรนซีและบริษัท Web3 ชั้นนำของโลก เปิดเผยว่า การประกาศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับการจัดตั้ง กองทุนสำรองสินทรัพย์ดิจิทัลแห่งชาติของสหรัฐ (U.S. Crypto Strategic Reserve) ประกอบไปด้วยสินทรัพย์ดิจิทัลหลัก เช่น Bitcoin, Ethereum, XRP, Solana และ Cardano ทำให้มูลค่าตลาดรวมเพิ่มขึ้นกว่า 300 พันล้านดอลลาร์ ภายใน 24 ชั่วโมง มองว่าการจัดตั้งกองทุนสำรองสินทรัพย์ดิจิทัลนี้ แสดงให้เห็นว่านโยบายของรัฐบาลใหม่ของสหรัฐ ยังคงเดินหน้าตามคำมั่นสัญญาในการเร่งผลักดันการยอมรับคริปโต
“สิ่งที่ต้องจับตาต่อไปคือ ปฏิกิริยาของ ก.ล.ต.ของสหรัฐ และหน่วยงาน Crypto Task Force ซึ่งทำหน้าที่เปิดให้ประชาชนร้องเรียนและแสดงความเห็นเกี่ยวกับคริปโต รวมถึงจุดยืนของกรมสรรพากรสหรัฐ เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล นอกจากนี้ การประชุม White House Crypto Summit ที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ คาดว่าจะให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแผนของรัฐบาลสำหรับอุตสาหกรรมคริปโต การเปลี่ยนแปลงนี้อาจสร้างโดมิโนเอฟเฟ็กต์ไปยังประเทศอื่นๆ ที่อาจทบทวนนโยบายคริปโตของตนเอง และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบในระดับสากลที่รวดเร็วขึ้น”

อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้น ราคาบิตคอยน์ และตลาดคริปโต ยังได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดด้านภาษีศุลกากร (Tariff Wars) ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินโดยรวม และสร้างความไม่แน่นอนให้กับการค้าระหว่างประเทศทั่วโลก ล่าสุดโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศแคนาดาและเม็กซิโก เพิ่มเป็น 25% ทำให้ตลาดคริปโตปรับตัวร่วงลงแรง
ด้านนายไรอัน ลี หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ Bitget Research กล่าวว่า แรงขายในตลาดคริปโตหลังจากที่ทรัมป์ ประกาศนโยบาย Tariffs เพิ่มเติมทำให้ราคาบิตคอยน์ ลงไปทดสอบจุดต่ำสุดที่ 78,000 ดอลลาร์โดยร่วงลงแรงกว่า 15% อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ภาษีเริ่มคลี่คลาย นโยบายสนับสนุน คริปโต ของทรัมป์เกิดขึ้นจริง ตลาดจะกลับมามีเสถียรภาพบิตคอยน์ อาจฟื้นตัวขึ้นสู่ช่วง 95,000-100,000 ดอลลาร์ได้อีกครั้ง
“ทิศทางของตลาดขึ้นอยู่กับการตอบสนองของจีน, มาตรการของธนาคารกลางสหรัฐ และการสนับสนุนคริปโตของทรัมป์ จะสามารถลดผลกระทบจากปัจจัยลบทางเศรษฐกิจได้หรือไม่ คาดว่าจะมีพัฒนาการสำคัญภายใน 30 วันข้างหน้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาชี้ขาดต่อแนวโน้มตลาด”