PSGC บริษัทไทยสัญชาติลาว เผยอาศัยไทยเป็นฐานบริหารงาน-ระดมทุน พร้อมขยายสู่ธุรกิจพลังงาน เหมืองแร่ ในสปป.ลาวเต็มรูปแบบ สร้างรายได้ใน 6 ประเทศ มองไกล 10 ปี รายได้ ก้าวกระโดดจาก 3,000 ล้านบาท สู่ระดับ 20,000 – 30,000 ล้านบาท ขึ้นผู้นำท็อป 3 ในอาเซียน
นายเดวิด แวน ดาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC เปิดเผยว่าบริษัทเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่โดยมีฐานการลงทุนในสปป.ลาว โดยเติบโตจากธุรกิจครอบครัวซึ่งเคยเป็นพันธมิตรท้องถิ่น กับ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้รับสัมปทานโครงการเขื่อนน้ำงึม และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่มาโดยตลอด ก่อนที่จะมีนโยบายลงทุนด้วยตัวเองไม่เพียงแค่ธุรกิจพลังงานในสปป.ลาว
แต่เนื่องจากทางกลุ่มขาดการบริหารแบบมืออาชีพ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน จึงเป็นที่มาของการเข้ามาซื้อกิจการบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของไทย เพื่ออาศัยไทยเป็นฐานในการบริหารงาน และจัดหาแหล่งทุนสำหรับขยายการลงงทุนในสปป.ลาว โดยไม่จำกัดเฉพาะธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง แต่จะขยายไปสู่ธุรกิจพลังงาน และสัมปทานเหมืองแร่
พร้อมวางเป้าหมายในระยะ 10 ปีจากนี้ รายได้จะก้าวกระโดดจาก 3,000 ล้านบาท ในปัจจุบัน เป็น 20,000-30,000 ล้านบาท โดยรายได้หลักจะมาจากธุรกิจเหมืองแร่ 60% ขณะที่ธุรกิจพลังงาน 30% และธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง จะเหลือสัดส่วน่เพียง 10% พร้อมก้บมีโครงสร้างรายได้ใน 6 ประเทศ คือ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ ไทย สิงคโปร์ และจีน พร้อมวางเป้าหมายที่จะเป็นหนึ่งในสามบริษัทใหญ่ของอาเซียนในธุรกิจพลังงานและเหมืองแร่
โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 2 โครงการสำคัญใน สปป.ลาว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสำหรับแผนการขยายธุรกิจ ได้แก่

1.โครงการขยายกำลังการผลิตเหมือง XPPL เฟสที่ 1 ประกอบด้วยงานก่อสร้างถนน อาคารคลังสินค้า แคมป์ถาวร และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหมืองในพื้นที่ลาวใต้ มูลค่าโครงการประมาณ 8,082.23 ล้านบาท ล่าสุดดมีความคืบหน้างานก่อสร้างแล้ว 81% และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1 ปี 2569

2.โครงการก่อสร้างพื้นที่พัฒนาเพื่อการตั้งถิ่นฐานใหม่ Resettlement Development งานก่อสร้างเพื่อพัฒนาชุมชนใหม่และโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานสำหรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่ลาวเหนือ มูลค่าโครงการ 5,000 ล้านบาท ปัจจุบันมีความคืบหน้างาน 21% และคาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2570
นายเดวิด กล่าวว่าการขยายสู่ธุรกิจพลังงาน และเหมืองแร่ เนื่องจากเป็นแนวโน้มสำคัญของภูมิภาคอาเซียน และของสปป.ลาว เอง ที่ปัจจุบันเป็น 2 อุตสาหกรรมหลักที่ใหญ่ที่สุดของลาวที่ส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบกับการเติบโตของเศรษฐกิจลาวแม้ปัจจุบันจะชะลอตัวลง แต่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น ที่สำคัญการเติยโตหลักๆ ยังคงมาจากกลุ่มธุรกิจพลังงาน และเหมืองแร่
อีกทั้งบริษัทรับรู้รายได้เป็นเงินบาทและดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากค่าเงินกีบที่อ่อนค่า ในขณะที่รัฐบาลลาวในปัจจุบันได้มีการปฏิรูปโครงสร้าง รวมถึงการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจต่างๆ ถือเป็นสัญญานที่ดี ที่จะทำให้ประเทศจะฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่ง
ทำให้แผนการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ วางแผนลงทุนโครงการใหม่ 1-2 โครงการ เน้นงานที่มีมูลค่าใกล้เคียงกับโครงการที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างอาคารประกอบอุปกรณ์สนับสนุนสำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนเซกอง (XTPPL) ขนาด 1,800 เมกะวัตต์ งานโยธาและการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับโรงไฟฟ้าขนาด 1,800 เมกะวัตต์ ในเมืองกะลึม แขวงเซกอง ซึ่งรวมถึงเหมืองแบบบูรณาการ และสายส่งไฟฟ้าแรงสูงขนาด 500 กิโลโวลต์ ความยาว 253 กิโลเมตร เชื่อมต่อจากโรงไฟฟ้าไปยังชายแดนลาว–กัมพูชา
ทั้งนี้ ได้มีการลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) กับ Electricité du Cambodge (EDC) รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของประเทศกัมพูชา โดยมีกำหนดการก่อสร้างตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 ถึงไตรมาส 1/2573 และโครงการก่อสร้างระบบลำเลียงถ่านหินและเถ้าสำหรับโรงไฟฟ้าขนาด 1,800 เมกะวัตต์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของ XTPPL โดยทำหน้าที่ขนส่งเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าและบริหารการจัดการผลพลอยได้จากเถ้าถ่านที่เกิดจากกระบวนการผลิตไฟฟ้า กำหนดระยะเวลาก่อสร้างปี 2568 – ไตรมาส 1/2570
“หากบริษัทฯ สามารถคว้างานดังกล่าวสำเร็จ จะส่งผลให้บริษัทมีงานก่อสร้างในมือเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับแผนการเติบโตของบริษัทในอนาคต” นายเดวิดกล่าว
ขณะเดียวกัน บริษัทกำลังเริ่มทดลองให้บริการด้านการดำเนินงานและบริหารจัดการเหมืองใน สปป.ลาว ซึ่งเป็นรูปแบบธุรกิจใหม่ที่อยู่ระหว่างการทดสอบในพื้นที่เหมือง 2 แห่ง โดยผลการดำเนินงานเบื้องต้นเป็นที่น่าพอใจ และคาดว่าบริษัทจะสามารถสรุปรูปแบบการดำเนินงานได้ภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งจากข้อมูลระบุมูลค่าการผลิตแร่รวมของ สปป.ลาว ในปี 2567 มีมูลค่าสูงกว่า 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อนหน้า สะท้อนถึงขนาดตลาดและโอกาสการเติบโตที่น่าสนใจ
สำหรับการเข้าสู่ธุรกิจพลังงานของ PSGC มุ่งเน้นใน 3 แนวทางยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่
1.ศึกษาความเป็นไปได้การปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ และได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Electricite du Laos (EDL) รัฐวิสาหกิจด้านสาธารณูปโภคของสปป.ลาว เพื่อปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำเดิมของ EDL และบริษัทในเครือให้เป็นโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำแบบสูบกลับ รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำอื่นๆ ที่ EDL อาจถือครองในอนาคต พร้อมทั้งศึกษาแนวทางการผนวกแหล่งพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม เข้าสู่ระบบโครงข่ายไฟฟ้าแห่ง สปป.ลาว เพื่อสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบโดยรวม
2.ศึกษาการผลิตพลังงานหมุนเวียนแบบผสมผสาน โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าแบบผสมผสาน (Hybrid) ที่รวมการผลิตไฟฟ้าจากระบบ PSH เข้ากับพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานหมุนเวียนรูปแบบอื่น ๆ ผลการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นบนพื้นที่ขนาด 7,000 เฮกตาร์ในแขวงอัตตะปือ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาโซลาร์ฟาร์มขนาด 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นพลังงานสูบน้ำให้กับระบบ PSH ได้
3.การแสวงหาพันธมิตรทางธุรกิจ และตลาดจำหน่ายไฟฟ้า บริษัทฯได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับหน่วยงานพลังงานระดับภูมิภาค เพื่อศึกษาการส่งออกพลังงานไฟฟ้าจาก สปป.ลาวไปยังประเทศกัมพูชา สิงคโปร์และจีน

ขณะที่น.ส.สมฤดี ห์ลีละเมียร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการเงินง PSGC กล่าวว่า ปี 2568 บริษัทตั้งเป้ารายได้ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยไตรมาส 1/2568 มีรายได้รวมกว่า 642 ล้านบาท กำไรสุทธิ 98.8 ล้านบาท และมีงานก่อสร้างในมือที่รอการรับรู้รายได้ถึงปี 2570 กว่า 5,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมงานก่อสร้างอีก 2 โครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างสรุปรายละเอียด