ตลท.เผย ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวดีขึ้น หลังการกลับมาซื้อขายของหุ้น THAI ดันมาร์เก็ตแคปเพิ่มกว่า 3 แสนล้านบาท ขณะต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 16,121 ล้านบาทในเดือน ก.ค. เป็นครั้งแรกนับแต่ ก.ย. 67 หนุนด้วยการปรับคาดการณ์ GDP ไทยขึ้นเป็น 2.2% หลังข้อตกลงภาษีสหรัฐชัดเจน พร้อมจัดงาน “ไทยแลนด์โฟกัส” ปลายเดือนนี้ หวังดึงนักลงทุนทั่วโลก
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่ามุมมองตลาดหุ้นไทยในขณะนี้ดีขึ้น จากปัจจัยสนับสนุนและการกลับเข้ามาซื้อขายของหุ้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ซึ่งมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) กว่า 3 แสนล้านบาท และทำให้ตลาดหุ้นไทยมีขนาดใหญ่ขึ้น ขณะเดียวกันสิ่งที่ต้องติดตาม คือการ การปรับน้ำหนักการลงทุน (รีบาลานซ์) ในดัชนี MSCI ซึ่งมีผลต่อตลาดหุ้นไทย หลังความกังวลเรื่องภาษีสหรัฐ,การบังคับใช้กฎหมายชัดเจนขึ้น เนื่องจากดัชนี MSCI จะมีผลต่อการไหลเข้ามาลงทุนของกองทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกองทุนประเภท Passive ที่กว่า 70% ของกองทุนจะดูน้ำหนักจาก MSCI ในการตัดสินใจลงทุน โดยจากเดิมน้ำหนักหุ้นไทยใน MSCI จะอยู่ที่ 2% แต่ขณะนี้ลงมาเหลือ 1.4% ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มน้ำหนักอินเดียเข้าสู่การคำนวณ แต่อย่างไรก็ดีหลังจากนี้คงต้องติดตามดูเพราะประเทศอินเดีย ถูกภาษีตอบโต้จากสหรัฐสูงถึง 50%
อีกทั้งในปลายเดือน ส.ค.นี้ ตลาดหลักทรัพย์ เตรียมจัดงานไทยแลนด์โฟกัส ซึ่งจะนำปัจจัยบวกและพัฒนาการที่ดี ทั้งเรื่องเศรษฐกิจไทยที่ถูกปรับเพิ่มคาดการณ์ขยายตัว หลังไทยบรรลุข้อตกลงภาษีสหรัฐฯ 19% ซึ่งทำให้ไทยยังแข่งขันได้ รวมถึง ยังมีความคืบหน้าในคดีหุ้น MORE และโครงการ Jump+
ทางด้านนายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวถึงภาพรวมหุ้นไทยเดือนก.ค. โดยพบว่าปรับเพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาค โดย SET Index ปิดที่ 1,242.35 จุด ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 14% ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีจนถึง 31 กรกฎาคม 2568 SET Index ปรับลดลง 11.3% ขณะเดียวกันในเดือนก.ค.ยังเป็นเดือนที่ต่างชาติมีการซื้อสุทธิหุ้นไทยถึง 16,121 ล้านบาท หลังความชัดเจนภาษีสหรัฐฯ ที่ 19% และมีการปรับเพิ่มเป้า GDP ไทยเป็น 2.2% จากเดิม 2.1%
ขณะที่คดีหุ้น MORE มีความคืบหน้าทั้งทางแพ่งและอาญา โดยคดีแพ่ง ศาลแพ่งพิพากษาแล้วมูลหนี้ 4.5 พันล้านบาท ส่วนคดีอาญา เมื่อวันที่ 6 ส.ค.68 อัยการส่งฟ้องผู้ทำผิดปั่นหุ้น 28 ราย ไม่ให้ประกันตัว ซึ่งประเด็นหุ้น MORE ถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงผลการบังคับใช้กฎหมายที่แข็งแรงขึ้น และจะเรียกความเชื่อมั่นให้กับทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศได้ รวมถึงยังมีปัจจัยหนุน จากการที่นักลงทุนตระหนักถึงความถูกของตลาดหุ้นไทย ทำให้ล่าสุดได้พบกับกองทุนต่างประเทศ ประเภท Active fund 7 กองทุน ก็มองว่าหุ้นไทยราคาถูก แต่ยังไม่เข้ามาลงทุน เพราะยังรอปัจจัยอื่นๆ ที่จะเข้ามาสนับสนุน
ส่วนการอ่อนค่าของดัชนีดอลลาร์ ในเดือนก.ค. เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ดึงเงินลงทุนกลับเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะเอเชีย ซึ่งเริ่มได้รับการจัดสรรพอร์ตใหม่จากกองทุนต่างชาติ ขณะที Valuation ของตลาดหุ้นไทย มีความน่าสนใจ และแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาทมักจะช่วยให้มีเงินทุนไหลเข้า และ SET Index ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยผู้ลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 14 วัน จาก 21 วัน ทำการในเดือนก.ค.นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิ 16,121 ล้านบาท ซึ่งเป็นการกลับมาซื้อสุทธิเดือนแรกนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2567
ประกอบกับล่าสุด สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้มีการปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทย โดยอยู่บนสมมติฐานที่ว่าเศรษฐกิจยังได้แรงหนุนจากการบริโภคภาคเอกชน การลงทุนภาครัฐ และนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่าจะอยู่ที่ 34.5 ล้านคน ขณะที่การส่งออกสินค้าคาดขยายตัว 5.5% ปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดไว้ที่ 2.3% สะท้อนผลของการเร่งส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกเพื่อบริหารความเสี่ยงจากสงครามการค้า
แต่อย่างไรก็ดีคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ FOMC ของสหรัฐฯ มีมติอย่างไม่เป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 9 ต่อ 2 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 4.25% – 4.50% เป็นครั้งที่ 5 ติดต่อกัน โดยถ้อยแถลงของประธาน ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ยังสะท้อนความไม่แน่นอนสูงเกี่ยวกับนโยบายทางภาษีที่อาจจะกระทบทั้งอัตราเงินเฟ้อและตลาดแรงงานของสหรัฐฯ ส่งผลให้การดำเนินนโยบายทางการเงินจะเป็นไปอย่างระมัดระวัง และยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา
ทั้งนี้ในเดือนก.ค.กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มการเงิน กลุ่มทรัพยากร และกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 42,624 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.1% จากเดือนก.ค. 2567
สำหรัรบช่วง 7 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมอยู่ที่ 41,971 ล้านบาท ลดลง 5.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 50.68% ของมูลค่าการซื้อขายรวมในเดือนกรกฎาคม อีกทั้งยังซื้อสุทธิ 16,121 ล้านบาท ซึ่งเป็นการกลับมาซื้อสุทธิเดือนแรกนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2567
ขณะที่ Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 13.8 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13.0 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 14.3 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 14.8 เท่า และ อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นก.ค. 2568 อยู่ที่ระดับ 3.95% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.17%