นักวิชาการดัง เตือนประชาธิปัตย์ อาจเป็นพรรคต่ำสิบที่นั่ง ในการเลือกตั้งคราวหน้า

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี นักวิจัยสถานวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ (CSCD) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) มองวิกฤติการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์หลังการเลือกตั้ง ซึ่งได้ สส.น้อยมาก โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งไม่ได้ที่นั่งเลย

พร้อมทั้งได้เตือนไปยังพรรคประชาธิปัตย์ ในการแสดงจุดยืนทางการเมือง หากหวังที่จะเลือกศรัทธาคืนจากประชาชน โดยได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ตนเองคิดว่าเกิดจากจุดยืน ทางการเมืองที่ทางหัวหน้าพรรค คุณอภิสิทธิ์ ประกาศจุดยืนที่ปฏิเสธทั้งสองฝ่าย ไปพร้อมๆกัน ด้านหนึ่งคือปฏิเสธ พลเอกประยุทธ์ ขึ้นเป็นนายก และปฏิเสธไม่ร่วมกับพรรคเพื่อไทย ในขณะเดียวกันก็ยังคลุมเครือว่าจะเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่

ถ้าหากว่าจะมีการฟอร์มรัฐบาล มันเหมือนมีการแทงกั๊กกัน ในขณะเดียวกันก็เข้าใจว่า สถานการณ์ในการเลือกตั้งในครั้งนี้ มันเป็นสถานการณ์ที่ฐานล่างในทางการเมือง ฐานล่างในเรื่องมวลชน แยกออกเป็น 2 ปีก ที่ชัดเจน ปีกหนึ่งก็คือปีกที่นิยม สนับสนุนพลเอกประยุทธ์ อีกหนึ่งก็คือปีกฝ่ายประชาธิปไตย คือการปฏิเสธสืบทอดอำนาจ ซึ่ง2ปีก นี้แยกออกอย่างชัดเจน และฐานการเมืองมันชัด

ซึ่ง ดูจากผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ก็เห็นชัดเจน ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่มสีเทา เช่นกรณีของพรรค ภูมิใจไทย หรือ พรรคการเมืองกลางๆ บาง พรรคการเมือง ซึ่งก็สามารถอยู่รอดได้ แต่ก็ไม่โตทางการเมือง ในขณะที่ประชาธิปัตย์ ที่มีฐานเสียงที่ทับกันอยู่ ทั้งสองปีก

เมื่อหัวหน้าพรรคประกาศอย่างนี้ขึ้นมา มันก็เลยทำให้ คนที่นิยมประชาธิปัตย์ ในอดีต และกลับมานิยมพลเอกประยุทธ์ ก็ตัดสินใจไปทางพลังประชารัฐเลย ส่วนอีก ด้านที่นิยมฝ่ายประชาธิปไตย เมื่อเห็นประชาธิปัตย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวหน้าพรรค ได้ประกาศว่าไม่เอา ทั้งนายกประยุทธ์และ เพื่อไทย และไม่ยืนยันด้วยว่าไม่ร่วมกับรัฐบาล ถ้าหากว่าเป็นพรรคพลังประชารัฐ มันก็เลยถูกตัดเสียงส่วนนี้ออกไปเลย ส่วนคนรุ่นใหม่ก็ชัดเจนก็ไปทางอนาคตใหม่ มันก็เลยทำให้ประชาธิปัตย์หลุดออกไปเลย

เพราะฉะนั้นเสียงตรงกลาง ก็จะไม่ได้ เนื่องจากทางพรรคภูมิใจไทย ก็มีบทบาท ส่วนนี้อยู่ เพราะประกาศชัดเจนไม่ประกาศชัดเจน ทั้งสองฝ่าย อันนี้เป็นจุดเสียเปรียบของทางการเมืองอย่างหนึ่ง ของพรรคประชาธิปัตย์ในรอบนี้ ก็คือตัดโอกาสตัวเอง

เงื่อนไขที่จะได้เสียง จากทั้งสองปีก ที่สนับสนุนตัวเอง หรือว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ที่ มีความผูกพันกับประชาธิปัตย์ ก็สามารถที่จะขีดเส้นแบ่งอย่างชัดเจน ไม่เอาประชาธิปัตย์และหัน ไปหา พรรคการเมือง ที่ตัวเองชัดเจน เช่น พรรค พลังประชารัฐ เพื่อไทย หรือไม่อนาคตใหม่ ไปเลย ผลการเลือกตั้งก็ออกมาชัดอย่างนี้ ผลคะแนนออกมาก็เห็น แบ่งเป็นปีกใหญ่ๆ 2 ปีก อย่างชัดเจน

ตนเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์สามารถที่จะฟื้น ขึ้นมาได้ในอนาคต เนื่องจากเป็นพระเก่าแก่ เคยสร้างตัวเองขึ้นมาจากการเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายที่ตรงข้ามกับรัฐบาล มีบทบาทในสภา ในการเป็นฝ่ายค้าน คือฝ่ายไม่ไว้วางใจในสภา ผมเชื่อว่าถ้าหากประชาธิปัตย์ เลือกที่จะเป็นฝ่ายค้าน ก็อาจจะได้เปรียบ มีโอกาสที่จะสะสมสร้างเครดิตให้กับตัวเองกลับคืนมา ในระยะยาว

เฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นฝ่ายค้าน ที่ไม่ใช่พวกเดียวกันกับ พรรคพลังประชารัฐ หรือ พวกเดียวกับอำนาจเก่า โอกาสที่จะได้เรียกฟื้นคืน สถานภาพทางการเมืองของตัวเองในระยะยาว ได้มากขึ้น แต่ถ้าหากเลือกที่จะอยู่ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะฝ่าย พลังประชารัฐ ตนเอง คิดว่าประชาธิปัตย์ฆ่าตัวตายทางการเมือง เพราะโอกาสเลือกตั้งในครั้งต่อไป จะกลายเป็น พรรคการเมือง ต่ำสิบ ก็อาจจะเป็นไปได้

เพราะคาดคะเนว่า รัฐบาลที่จะสร้างขึ้นมาในขณะนี้ อาจจะอายุไม่ยืน ในเวลาของการตั้งสภา อาจจะมีการยุบสภาอีก ในเวลาที่ไม่นานนัก ในช่วงนี้จึงต้องชิงโอกาสในการเป็น ฝ่ายค้านที่มีความโดดเด่น และ เป็นฝ่ายที่ปฏิเสธ อำนาจเก่า ที่ทางประชาธิปัตย์ เคยทำ และต้องเคลียร์เรื่องนี้ให้ชัดเจน ซึ่งที่ผ่านมาทางพรรคประชาธิปัตย์ยังคลุมเครือ ดูเหมือนว่ามีการแทงกั๊กหลายทาง มันก็เลยทำให้เกิดปัญหาที่เกิดขึ้น

ส่วนในเรื่องของการอ้างความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐ 2 ฝ่าย นั้น ตนคิดว่าถ้าพูดในแง่ของรัฐสภา แล้วเขานับกันที่จำนวน ที่นั่งในสภามากกว่า ไม่ได้ดู popular vote เพราะระบบรัฐสภาเป็นอย่างนั้น พรรคเพื่อไทย มีความชอบธรรมกว่าในการตั้งรัฐบาล


ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน