เพื่อไทย จี้ กกต. เปิดคะแนนรายหน่วย ชี้สูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ พรรคต่ำ 7 หมื่น หมดสิทธิ์มี ส.ส.

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 1 เม.ย. ที่พรรคเพื่อไทย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรค พร้อมด้วยนายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค นายนพดล ปัทมะ แกนนำพรรค และนายโภคิน พลกุล คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย แถลงข่าว หลังช่วงเช้าที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยประชุมหารือกับฝ่ายกฎหมายของพรรคกรณีสูตรการคิดส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ทั้ง 150 คน คำนวณตามวิธีการที่ระบุไว้ในมาตรา 128 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. พ.ศ. 2561

นายนพดล กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้อ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยผลการนับคะแนนรายหน่วยเลือกตั้งโดยเร็ว เนื่องจากประชาชนมีสิทธิที่จะตรวจสอบความถูกต้องของจำนวนผู้มาใช้สิทธิ จำนวนบัตรดีและบัตรเสีย รวมทั้งคะแนนที่แต่ละพรรคการเมืองได้รับ เพื่อพิสูจน์ว่าตัวเลขที่ กกต.แถลงนั้นถูกต้องหรือไม่

ซึ่งในประเด็นนี้พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย 6 พรรค ได้ทำหนังสือยื่นต่อ กกต. เพื่อเปิดเผยผลคะแนนดังกล่าวแล้วตั้งแต่วันที่ 27 มี.ค. แต่ขณะนี้ กกต.ยังไม่ดำเนินการใดๆ

กรณี กกต.แถลงเมื่อวันที่ 24 มี.ค. ว่ามีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 33,775,230 คน แต่ 4 วันต่อมา กลับแถลงว่ามี 38,268,375 คน จึงมีคำถามว่าทำไมจำนวนจึงแตกต่าง และเพิ่มขึ้นถึง 4,493,145 คน ซึ่ง กกต.ชี้แจงว่า

บัตรเลือกตั้งที่เพิ่มขึ้นมากว่า 4 ล้านใบนั้น เพราะจำนวนผู้มาใช้สิทธิที่แถลงไปในวันเลือกตั้ง ยังไม่ครบผู้มาใช้สิทธิทั้งหมด และยังไม่ได้รวมจำนวนบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขตราว 2.3 ล้านใบ และบัตรเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรราว 100,000 ใบ

“พรรคเพื่อไทยเห็นว่าการเปิดเผยตัวเลขผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ควรกระทำได้ภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังปิดหีบเลือกตั้ง ไม่ควรปล่อยเวลาให้ผ่านไปถึง 4 วัน หลังจากมีการเรียกร้องจากหลายฝ่าย ค่อยเปิดเผยเช่นนี้ ทำให้ประชาชนยิ่งเคลือบแคลงว่า กระบวนการจัดการและการนับคะแนนเลือกตั้งโปร่งใสหรือไม่”

นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวว่า อาจมีการคำนวณคะแนนและจัดสรรที่นั่ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อให้แก่พรรคขนาดเล็กจำนวนมากนั้น อาจส่งผลถึงการรวบรวมเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทยขอเรียกร้องให้ กกต.ชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ว่า เป็นไปตามข่าวหรือไม่

พรรคมีความเห็นว่าการคำนวณที่นั่งส.ส.บัญชีรายชื่อให้แต่ละพรรคการเมืองนั้น มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนแน่นอน ตามบทบัญญัติมาตรา 91 แห่งรัฐธรรมนูญ และมาตรา 128 แห่งพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. มาตรา 91 (4)

ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

ด้านนายโภคิน กล่าวว่า ตามสูตรการคิดส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ทั้ง 150 คน คำนวณตามวิธีการที่ระบุไว้ในมาตรา 128 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 คือ

1.ให้คำนวณก่อนว่าการที่พรรคการเมืองจะ “พึงมี” ส.ส. 1 คน จะต้องได้รับเสียงเท่าไหร่ โดยให้นำจำนวนเสียงโหวตทั้งหมดที่ทุกพรรคได้รับมารวมกัน แล้วหารด้วย 500 จะได้เท่ากับ 71,065.3 ตัวเลขนี้มีความหมายว่า พรรคการเมืองต้องมีผู้สนับสนุนถึง 71,065 เสียง จึงจะได้ส.ส.พึงมีในสภา 1 คน

2.นำจำนวนคะแนนทั้งหมดของแต่ละพรรคมาหารด้วยตัวเลข 71,065 จึงจะได้ส.ส.พึงมีของแต่ละพรรค

3.ในการหาว่าแต่ละพรรคควรได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อกี่คน ต้องนำส.ส.พึงมีที่คำนวณได้จากข้อ 2 มาลบออกด้วยจำนวน ส.ส.เขต ที่แต่ละพรรคได้

4.มาตรา 128 (4) ของพ.ร.ป.การเลือกตั้งส.ส.ระบุให้จ่ายจำนวนเต็มที่คำนวณได้

5.เมื่อจัดสรรตามข้อ 4 แล้ว ปรากฏว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อของทุกพรรครวมกันได้ 152 ซึ่งเกินจำนวน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อที่มีแค่ 150 คน ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 128 (7) บอกว่า ถ้าจัดสรรตามจำนวนเต็มแบบนี้แล้วเกิน 150 คน ให้คำนวณใหม่โดยเอาจำนวนส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่แต่ละพรรคควรจะมี คูณด้วย 150 แล้วหารด้วย 152 เพื่อปรับสัดส่วนใหม่ และ

6.นำผลลัพธ์ที่ได้มาจัดสรรส.ส.แบบบัญชีรายชื่อให้แต่ละพรรคใหม่อีกครั้ง

นายโภคิน กล่าวต่อว่า พรรคจึงขอเรียกร้องให้กกต.เปิดเผยแนวทางและวิธีการคำนวณ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อที่ถูกต้องให้แก่สาธารณชนได้รับทราบ เพื่อตรวจสอบถึงความโปร่งใส

นอกจากนี้แม้ว่าจะการคำนวณส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ จากหลายที่ซึ่งตัวเลขไม่ตรงกัน ทางพรรคยืนยันว่า ต้องยึดวิธีการคำนวณตามหลักกฎหมาย และพรรคการเมืองที่ได้รับการจัดสรรที่นั่ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อเพิ่มเติมนั้น ต้องเป็นพรรคการเมืองที่มีส.ส.พึงมีอย่างน้อย 1 คนขึ้นไปเท่านั้น


ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน