มติชน จัดเวทีดีเบต เลือกตั้ง 66 “อนุทิน” หนุน นิรโทษกรรมคนเห็นต่าง ยกเว้นคนทุจริต ต่อบ้านเมือง “ศิธา” ชี้ ต้องหาจุดพอดี แนะใช้มาตรฐานสากลตัดสินผิด

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 13 มี.ค. 2566 ที่โรงแรม พูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ (รางน้ำ) เครือมติชนจัดแคมเปญ “มติชน: เลือกตั้ง 2566 บทใหม่ประเทศไทย” เปิด 5 เวที 10 ยุทธศาสตร์ 2 กลยุทธ์ ซึ่งวันนี้เป็นเวทีแรก ประชันนโยบาย “ย้ำจุดยืน ชูจุดขาย ประกาศจุดแข็ง” ที่มีตัวแทนจาก 8 พรรคการเมืองร่วมขึ้นเวทีประชันนโยบาย ได้แก่ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้จัดการการสื่อสารและการรณรงค์นโยบายของพรรคก้าวไกล นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการด้านนโยบายและเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย (พท.) น.ต.ศิธา ทิวารี เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย(ทสท.) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ประธานยุทธศาสตร์การเมือง พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

โดยในรอบแรก ตอบคำถามจับคู่ดีเบต นายอนุทิน ตอบคำถาม ข้อเสนอหนึ่งในการพาสังคมไทยออกจากความขัดแย้งที่ต่อเนื่องมาหลายปี คือ การนิรโทษกรรม คุณเห็นด้วยหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยควรจะเอาแค่ไหน ครอบคลุมไปถึงใครบ้าง ว่า ภูมิใจไทยเห็นด้วยมาโดยตลอด สำหรับการนิรโทษกรรมผู้ที่มีความต่างทางการเมือง แต่เราไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมผู้ที่ทำการทุจริตต่อบ้านเมือง คอร์รัปชั่น และต้องการสร้างให้เกิดความแตกแยกอย่างตั้งใจ ทำลายทรัพย์สินต่างๆ ของบ้านเมือง

ทั้งนี้ ต้องดูเป็นกรณีๆ ไป เช่น ผู้ที่ออกมาแสดงความเห็น ใช้สิทธิตามหลักประชาธิปไตย เรียกร้องให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม ไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม ถ้าเขาออกมาแล้ว เกิดสถานการณ์พาเขาไป โดยที่เขาไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรง คนเหล่านี้สมควรได้รับการนิรโทษกรรม

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ในเรื่องทางการเมืองก็เช่นกัน ถ้าเป็นเรื่องของความเห็นต่าง เช่น บางคนไปใช้สิทธิไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรนูญ ถือเป็นสิทธิในฐานะที่เป็นตัวแทนประชาชน ซึ่งมีความพยายามหลายครั้ง ที่ทำให้เกิดการลงโทษ ในการตีความของกฎหมายสิ่งเหล่านี้ จะทำให้ยิ่งเกิดความขัดแย้ง และยิ่งทำให้เกิดช่องว่างระหว่างกันมากขึ้น

มีหลายสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ ตนคิดว่าปัจเจกชน วิญญูชน พอจะทราบได้ว่าอันไหนที่เป็นธรรม อันไหนที่ไม่เป็นธรรม ตนคิดว่าสิ่งที่เราควรจะดำเนินการจากนี้เป็นต้นไป การเลือกตั้งปี 66 ที่จะเกิดขึ้นภายใน 2 เดือนข้างหน้า ก็น่าจะเป็นการรีเซตระบบของการอยู่ด้วยกันในประเเทศนี้ ระบบของสังคม ระบบของการเมือง ให้เกิดความชัดเจน ความเท่าเทียม ลดความหลื่อมล้ำความขัดแย้งให้มากที่สุด

ดังนั้น ในการเลือกตั้งครั้งนี้ในรอบ 10 ปี ซึ่งจะเป็นการเลือกตั้งที่ถือว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด เพราะไม่มีเรื่องของตัวช่วยต่างๆ ในเรื่องการเปลี่ยนผ่านของระบอบเข้ามาเกี่ยวข้อง และพรรคการเมืองควรจะมีความเห็นร่วมกันก่อนว่า ในทางประชาธิปไตยสิ่งไหนที่ควรจะได้รับการแก้ไขก่อน เพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปด้วยความเข้าใจกัน ถ้ามีความเห็นขัดแย้งกันใช้เวทีไหนแก้ปัญหา ใช้เวทีสภาฯ หรือใช้เวทีที่มีตามหลักรัฐธรรมนูญ ไปเกิดเวทีปราศัยที่ไหนก็ทำตามกฎหมาย ก็จะไม่มีปัญหาอะไร

“แต่ในส่วนการนิรโทษกรรม ความเห็นต่างทางการเมืองต้องมี แต่เรื่องนิรโทษกรรมเรื่องทุจริต การทำให้บ้านเมืองแตกแยกโดยความจงใจ การทำลายทรัพย์สินของบ้านเมือง ทำร้ายประชาชน ทุจริตคอร์รัปชั่น สิ่งเหล่านี้พรรคภูมิใจไทยไม่เห็นด้วย” นายอนุทิน กล่าว

จากนั้น นายอนุทิน เลือก น.ต.ศิธา ตอบคำถามเดียวกันต่อ โดยน.ต.ศิธา ตอบว่า เป็นข้อเสนอที่สำคัญที่ทำให้การเมืองไทยติดล็อก ติดหล่ม จะไปทางไหนก็ไม่ได้ ประเด็นที่ต้องมอง คือ ต้องมองนิรโทษกรรมในบริบทแบบไหน ซึ่งคนที่พูดนิรโทษกรรมอย่างเป็นกลาง ก็จะขัดแย้งกับฝั่งที่ซ้ายสุดและขวาสุด

ส่วนแรกคือการนิรโทษกรรมต่อประชาชน ที่อาจจะไม่ได้เป็นแกนนำหรือเป็นบุคคลสำคัญ แต่เข้าไปร่วมในการแสดงความคิดเห็นในเรื่องการเมือง ที่ทำให้ตัวเขาทำผิดต่อกฎหมาย ตรงนี้ตนคิดว่าการลงโทษของรัฐนั้น ในการนิรโทษกรรม เราสามารถจะทำให้คนกลับมาอยู่ในภาวะปกติเข้ากับสังคมได้ ในสมัยหนึ่งที่มีระบอบคอมมิวนิสต์เข้ามา และเราพยายามที่จะปราบ เมื่อปราบ 1 เกิด 10 ทุกคนตระหนักในข้อนี้ แต่ว่าในที่สุดแล้ว ทุกคนชูความเป็นชาติไทยและกลับมาร่วมพัฒนาชาติไทย ฉะนั้นในส่วนของรายย่อยหรือประชาชนทั่วไปควรเป็นแบบนี้

น.ต.ศิธา กล่าวต่อว่า ในส่วนของบุคคลสำคัญ ซึ่งมีผลอย่างยิ่งและทำให้การเมืองไทยติดหล่มแบบทุกวันนี้ ตนคิดว่าการนิรโทษกรรมที่สำคัญ คือการนิรโทษกรรมต่อบุคคล ที่คนเห็นว่าเขาผิดหรือไม่ผิด อย่างกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คนกลุ่มหนึ่งก็มองว่าผิดและต้องมารับผิด แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งคิดว่าไม่ผิด ฉะนั้น ตนคิดว่าต้องเป็นจุดที่พอดี การที่เราเลือกเอาคนที่เราเกลียด และไปตัดสินอย่างเดียว คนอาจจะไม่ยอมรับ อาจจะต้องเข้ามาพิจารณาในระบอบมาตรฐานสากลที่ทุกคนยอมรับ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน