เข้าสู่โค้งสุดท้ายการเลือกตั้ง 14 พ.ค.2566 ที่เชื่อกันว่า ผลเลือกตั้งครั้งนี้จะชี้อนาคตประเทศว่าจะไปในทิศทางใด
จึงไม่แปลกที่ทุกพรรคจำเป็นต้องงัดทุกกลเม็ดสร้างคะแนนนิยมให้ได้มากที่สุด และสิ่งหนึ่งที่ถูกนำมาพูดถึงมากที่สุดคือ ผลสำรวจคะแนนความนิยม ทั้งระดับเขตเลือกตั้ง และระดับประเทศ ตลอดจนคำถามถึงผู้เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ
ดังจะเห็นว่าแต่ละสำนักโพลต่างออกผลสำรวจกันมามากมาย แต่ที่เป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถาม คือความน่าเชื่อถือของผลโพลสำนักต่างๆ มีมากน้อยเพียงใด เพราะจะเห็นได้ว่าแต่ละสำนัก ผลสำรวจแตกต่างกัน
พรรคที่อยู่สูงสุดในบางโพล อาจกลายเป็นพรรคอันดับต่ำสุดได้!??
จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างเข้าใจถึงธรรมชาติของการทำโพล ว่าเป็นเรื่องการชี้ชัดถึงคะแนนิยมในแต่ละพรรค หรือเป็นการชี้นำเพื่อหวังผลการ เลือกตั้งจริง
‘ข่าวสดเลือกตั้ง’ สอบถามความเห็นจากนักวิชาการรุ่นใหญ่ที่คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองไม่ต่ำกว่า 40 ปี เพื่อให้เข้าใจถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวว่าเป็นอย่างไรกันแน่!??
โคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
การที่ผลโพลของแต่ละสำนักออกมาตรงกันบ้าง ไม่ตรงกันบ้าง ส่วนหนึ่งที่มาจากคำถามที่ถาม และเรื่องของการสุ่มตัวอย่างแบบคล้ายๆ ทางออนไลน์ โดยไม่ใส่ใจว่าตัวอย่างที่สุ่มมานั้น จะใช้แทนจำนวนประชากรได้หรือไม่ ทำให้อาจได้ผลที่คลาดเคลื่อน
ในหลายประเทศที่มีการเลือกตั้งการสุ่มตัวอย่างของเขานั้นจะแม่น และหลายสำนักตรงกัน แต่ของเรา มันกระจายผลกันไปหน่อย และไม่สอดคล้องกัน ทั้งนี้หากสุ่มตัวอย่างที่เป็นแบบวิชาการ ไม่น่าจะมีผล ที่ต่างกันมากนัก
สมมติเราตั้งคำถามไปทางออนไลน์ก็จะได้คำตอบจากคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าจะให้ผลแม่นในการเลือกตั้ง ก็ต้องไปเลือกถาม ต้องเป็นการสุ่มตัวอย่างที่เจาะจงลงไปในกลุ่มนั้นๆ
ผลโพลที่ออกมาทุกวันนี้ ชี้วัดความรู้สึกเฉพาะคนถูกถาม แต่จะสะท้อนผลเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ค.มากน้อยแค่ไหน ต้องดูกันต่อไป
ถ้าสำนักไหนต้องการสร้างความน่าเชื่อถือ ก็ต้องปรับปรุงเรื่องนี้ หรือไม่ก็ต้องระบุให้ชัดเจนว่าสุ่มตัวอย่างแบบไหน แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยระบุ
โพลบางส่วนขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นพรรคที่ได้อันดับ 1 คะแนนความนิยมในตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จึงไม่ควรปักใจเชื่อสำนักใด สำนักหนึ่ง
หรืออีกวิธีหนึ่งคือ เอาผลโพลหลายๆ สำนักมาบวกลบคูณหารเฉลี่ยเอา
ส่วนจะชี้นำหรือไม่ อยู่ที่ตัวบุคคล บางคนไม่สนใจโพล คิดแล้วว่าจะเลือกใคร แต่ก็มีชุดความคิดอีกอย่าง คือให้เลือกแบบยุทธศาสตร์ เพราะถ้าเลือกคนที่ไม่มีหวังจะชนะในเขตเรา คะแนนจะไม่ถูกนับ ซึ่งผลโพลอาจมีผลกับคนประเภทนี้ หรือแม้แต่เห็นว่าคนที่เราไม่ชอบจะได้ ก็ไปเทคะแนนให้อีกฝั่ง อย่างนี้ก็เชิงยุทธศาสตร์เช่นกัน แต่เป็นเชิงลบ และยังมีเรื่องเงินมากาไป
ทั้งหมดทำให้โพลไม่แน่นอน
สุขุม นวลสกุล อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง
ผลโพลที่ออกมาบางสำนักตรงกัน บางสำนักแตกต่างกัน ปัจจัยหลักมาจากตัวอย่างและวิธีการที่สำนักโพลต่างๆ สอบถามความคิดเห็น หากขยายความให้เข้าใจได้อย่างชัดเจนคือ การเลือกสอบถามความเห็นด้วยวิธีการอะไร เช่น บางโพลใช้วิธีสอบถามความเห็นทางโทรศัพท์ ก็จะได้กลุ่มตัวอย่างแบบหนึ่ง และอาจจะไม่ได้ความแม่นยำมากนัก
บางสำนักใช้วิธีการสอบถามตัวอย่าง โดยใช้เกณฑ์การแบ่งพื้นที่และการแบ่งจำนวน หากสอบถามแบบกระจายไปแต่ละพื้นที่ มีจำนวนตัวอย่างที่พอเหมาะ มีการเฉลี่ยอายุ และระดับรายได้ในลักษณะกระจายก็จะได้ผลสำรวจที่ออกมาครอบคลุมมากขึ้น
ดังนั้น ผลโพลของแต่ละสำนักจะเหมือนหรือแตกต่างกัน จึงขึ้นอยู่กับวิธีการ ลักษณะกลุ่มตัวอย่าง และจำนวนกลุ่มเป้าหมาย
สิ่งที่สะท้อนความแม่นยำของผลโพล เช่น ระดับ อายุ และการกระจายพื้นที่ เป็นต้น ส่วนผลโพลจะเปลี่ยนหรือไม่ขึ้นอยู่กับกลุ่มตัวอย่างที่แสดงความเห็น ถ้าเขาเปลี่ยนความคิด ผลที่ออกมาก็เปลี่ยน
ส่วนจะชี้วัดความรู้สึกได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการเลือกฐานกลุ่มตัวอย่าง ว่ากระจายทั่วถึงจริงๆ หรือไม่ ไม่ใช่ถามแบบเจาะจงเฉพาะพื้นที่ เช่น หากสอบถามความเห็นเฉพาะบริเวณพื้นที่มหาวิทยาลัย ก็จะได้ผลออกมาในลักษณะที่เป็นไปในทิศทางเดียว เช่นเดียวกัน ผลโพลที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง จึงมาจากกลุ่มตัวอย่าง และจำนวน
ส่วนใหญ่เชื่อกันว่า ผลโพลมีผลในแง่จิตวิทยาต่อการโน้มน้าวความรู้สึกประชาชน แม้ตัวเราอาจจะหนักแน่น แต่จากการพิสูจน์เขาบอกว่าโพลจะได้ผลในแง่ของจิตวิทยา เช่น คนอยากอยู่ข้างผู้ชนะ คนจะภาคภูมิใจถ้าได้ตอบว่าเป็นคนเลือกผู้ชนะ จุดนี้เป็นเชิงจิตวิทยา
จึงต้องระมัดระวังโพลชื่อประหลาดๆ ที่ไม่เคยปรากฏผลงานมาก่อน ไม่รู้ทำกันแบบไหน ผลออกมาจึงแตกต่างจากโพลอื่นๆ มากเกินไป โพลลักษณะนี้น่ากลัวเพราะไม่แคร์ใคร ขอแค่ผลปรากฏออกมา ซึ่งในวงการที่สนใจการเมืองลึกซึ้ง เขารู้ทัน
อย่างไรก็ตาม โพลเก่าแก่ที่ใช้กันอยู่ อย่างนิด้าโพล สวนดุสิตโพล มีความน่าเชื่อถือ ใช้ได้อยู่
แต่ครั้งนี้มีโพลของ “มติชน-เดลินิวส์” ด้วย ถือว่าเป็นโพลที่น่าสนใจมากเพราะคนติดตามเยอะ ทำให้ตัวอย่างในการทำแบบสำรวจความเห็นค่อนข้างสูง และมีความหลากหลาย
นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สาเหตุที่โพลออกมาไม่ตรงกัน มีอยู่ 3 สาเหตุหลักคือ 1.การเก็บตัวอย่างที่นำมาตั้งคำถามว่า เก็บอย่างไรเก็บจากที่ไหนกลุ่มคนประเภทไหน ด้านไหนมีความคิดโน้มเอียงไปทางใด และอายุเท่าไหร่
2.วิธีการทำโพล ซึ่งแต่ละสำนักก็อาจจะมีวิธีการทำโพลแตกต่าง และ 3.ความโน้มเอียงของผู้ทำโพลเอง มีความผูกพันหรือมีความโน้มเอียง ที่จะสนับสนุนหรือต่อต้าน คัดค้านหรือไม่เอาฝ่ายไหน อย่างไร หรือสรุปง่ายๆ คือการมีอคติ
มองว่าผลโพลแต่ละสำนัก ใช้ได้ในระดับหนึ่งแต่เราต้องดูผลโพลของทั้งหมดว่ามีความโน้มเอียงไปทางไหนอย่างไร เรื่องของกระแสความนิยมไปที่ไหนอย่างไร
สมมติพรรคการเมืองหนึ่งมีกระแสนำอยู่ และนำมาตลอด อย่างน้อยที่สุดก็สามารถที่จะวัดกระแสความนิยม ในที่สุดแล้วต่อมาเวลาผ่านไปแล้วมีปัจจัยอะไรมาเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น อาจจะพลิกผันทีหลังก็ได้ ไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นกระแสแน่นอนผูกขาดร้อยเปอร์เซ็นต์ตลอดไป
โพลบางส่วนที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง มองว่าถ้าเป็นโพลของพรรคของตนเองก็ต้องมีความโน้มเอียงให้ผลโพลออกมาเป็นบวกสำหรับฝั่งตน หมายถึงว่าต้องพยายามให้ตนเองได้รับคะแนนความนิยมมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ นั่นคือโพลของพรรคการเมืองที่ทำเอง
ส่วนโพลวิชาการมีความเชื่อถือได้ระดับหนึ่ง แต่ก็อยู่ที่ 3 ประเด็นในความเป็นโพลทางวิชาการ ซึ่งหนีไม่พ้นใน 3 ประเด็นที่ได้กล่าวมาแล้ว
“ในประเทศไทยเราไม่มีที่เป็นกลางไม่เอียงไปข้างใดก็ข้างหนึ่ง แน่นอนอยู่แล้ว โดยสรุปผลโพลที่ออกมาจะใช้เป็นตัวชี้วัดได้ระดับหนึ่งเท่านั้น เปอร์เซ็นต์ไม่สูงมาก”
แต่เชื่อว่าสามารถชี้นำได้ค่อนข้างสูง เพราะคนไทย ค่อนข้างเชื่อง่าย โดยเฉพาะถ้าตรงกับใจตนเองอยู่แล้ว ก็จะเชื่อเลยทันทีตามนั้น เมืองนอกก็เช่นกัน ก็เป็นแบบนี้ แต่จะมากหรือน้อยเท่านั้นเอง หากเป็นประชาชนในประเทศที่รู้สึกว่าการนำเสนอของโพลไม่ค่อยน่าเชื่อถือ ก็จะสอบสวนทวนความดูก่อน ทบทวนดูว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร
เสร็จแล้วถึงจะตัดสินใจว่าจะเอาหรือไม่ จะเชื่อหรือไม่เชื่อ แต่ของคนไทยเราส่วนใหญ่ค่อนข้างที่จะเชื่อ อะไรง่ายหากสิ่งนั้นโดนใจ
ทั้งหมดเป็นความเห็นของนักวิชาการที่มีต่อผลสำรวจโพลของแต่ละสำนัก ซึ่งก็ถือเป็นการคาดการณ์และพยากรณ์ในอีกรูปแบบหนึ่ง
แต่สิ่งสำคัญก็คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 14 พ.ค. 66 หากประชาชนเข้าคูหาใช้สิทธิ์แสดงเจตจำนงของตัวเองอย่างชัดเจนแล้ว
ก็ยากที่ผลเลือกตั้งจะมีใครมาบิดเบือน!!!