ถือเป็นการชี้ชะตาอนาคตประเทศครั้งสำคัญ สำหรับการเลือกตั้งทั่วไป 14 พ.ค. 2566 ที่จะมาถึงในสัปดาห์ข้างหน้า
เป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่ประชาชนส่วนใหญ่ต่างพากันจับตามอง ว่าผลเลือกตั้งครั้งนี้ จะนำพาประเทศไทยเดินหน้าไปในทิศทางไหน
ดังจะเห็นจากปฏิกิริยาผ่านผลโพลสำรวจความ คิดเห็นของหลากหลายสำนัก ที่พยายามสะท้อนความรู้สึกและเจตนารมณ์ของประชาชน
ซึ่งส่วนใหญ่ผลออกมาไม่ต่างกัน ชี้ชัดว่าพรรคหลักในซีกฝ่ายค้านเดิม ประกอบด้วย เพื่อไทย-ก้าวไกล มีกระแสความนิยมพุ่งสูงกว่าพรรคซีกรัฐบาลเดิม ในกลุ่มของพรรครวมไทยสร้างชาติพลังประชารัฐ ภูมิใจไทย หรือกระทั่งประชาธิปัตย์
แน่นอนทั้งหมดเป็นเพียงแนวโน้มจากผลสำรวจ ซึ่งจะไปพิสูจน์กันอีกครั้งในคูหาเลือกตั้ง
แต่ก็น่าสนใจว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวบ่งบอกอะไรได้บ้าง
ยิ่งไปกว่านั้นการเมืองไทยหลังเลือกตั้ง จะมีภูมิทัศน์แปรเปลี่ยนไปอย่างไร รวมทั้งความน่าจะเป็นของโฉมหน้ารัฐบาลใหม่หลังเลือกตั้ง
‘ข่าวสดเลือกตั้ง’ จึงนำส่วนหนึ่งของการวิเคราะห์ผลโพลเลือกตั้ง มติชนxเดลินิวส์ สู่ผลการเลือกตั้งและอนาคตการเมืองไทย มานำเสนอให้พอเห็นภาพที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
รศ.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
โครงสร้างสังคมไทย อยู่ภาคการเกษตรร้อยละ 40 และร้อยละ 60 อยู่เขตเทศบาลเป็นหลัก และเป็นคนส่วนใหญ่ที่ทำโพล และสะท้อนว่าคนเมืองไม่เอาการสืบทอดอำนาจ คสช.
หากแบ่งปีกคะแนนเสียงเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาล จะเห็นว่า พรรคร่วมรัฐบาลคะแนนตกมาก เหมือนว่า ‘กูไม่เอามึง’ เป็นความอัดอั้นที่ต้องการออกจากรัฐประหาร
ดูจากคะแนนนิยมของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และนายเศรษฐา ทวีสิน ตัวแทนของพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย พบว่ารวมกันถึงร้อยละ 85 ฉากทัศน์ที่เห็นคือ คนไม่เอารัฐบาลเดิมแล้ว
ส่วนคนชนบท จะเลือกใคร พบว่าที่เลือกแน่คือเพื่อไทย แต่ก้าวไกลเองก็ทำงานท้องถิ่นมาตลอด เหมือนโมเดลที่ไทยรักไทยฝังตัวในหมู่บ้านคนชนบทจึงไม่ใช่กลุ่มของอนุรักษนิยมอีกแล้ว
ส่วนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาล ในประวัติศาสตร์เคยเกิดกรณีรัฐบาลเสียงข้างน้อย ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกฯ มี 18 เสียง จับมืออีก 2 พรรคตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่พอโหวตแนวนโยบายของรัฐบาลไม่ผ่าน รัฐบาลเสียงข้างน้อยก็ล้มไป มีอายุเพียง 1 เดือน
หากทำอีกครั้งจะมีสภาพย่ำแย่ยิ่งกว่านี้ เพราะหากจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยจริง ต้องใช้ 250 ส.ว.หนุน แต่โพลร้อยละ 82.5 ก็ชี้ว่าไม่ให้ ส.ว.โหวตตามใจตัวเอง ต้องการให้พรรคอันดับ 1 จัดตั้งรัฐบาล
เจตจำนงนี้เวลาประชาชนถูกข้ามหัว คือความโกรธที่ประเมินไม่ได้ว่าจะรุนแรงแค่ไหน เราเคยเห็นพลังของประชาชนที่หยุดยั้งทหารเมื่อ 14 ตุลา 19 อีกครั้งเมื่อพฤษภา 35 และเวลาพลังของประชาชนโกรธ จะรื้อโครงสร้างอำนาจทางการเมืองทั้งหมด
ครั้งนี้อาจเป็นครั้งที่ 3 หากมีการสืบทอดอำนาจ คสช.
วันนี้คะแนนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่มา ขนาดอยู่ในอำนาจถึง 9 ปี ถ้าตกต่ำขนาดนี้ก็น่าจะคิดถึงคติธรรมทางพุทธศาสนาว่า “พอเถอะ”
ตามสถิติอัตราการรัฐประหารอยู่ที่ 7 ปี แต่ พล.อ.ประยุทธ์อยู่มา 8-9 ปี เลยเวลาแล้ว ทหารมักทำทุกอย่างเป็นเกมการเมือง ทั้งยุบพรรค ไม่ให้เป็นคู่แข่งทางการเมือง ถ้าพรรคการเมืองแข็ง พลังประชาชนจะแข็ง การใช้กฎหมายเป็นเกมยุบพรรค เหมือนกรณีอนาคตใหม่
ถ้ายุบก้าวไกลตอนนี้บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ ลองคิดถึง 4 ปีที่ผ่านมา ความสั่นคลอนของรัฐบาลที่พรรคก้าวไกลทำ หากทหารหรือฝ่ายอนุรักษนิยมจะทำรัฐประหารก็ต่อเมื่อหมดเครื่องมือ ส.ว.ที่ค้ำจุนรัฐบาล แต่ 9 ปีที่ผ่านมาทหารมีต้นทุนที่ต้องจ่าย มีค่าใช้จ่าย มีค่าเสื่อมศักดิ์ศรีและบารมี
ส่วนเรื่องเลือกตั้งทางยุทธศาสตร์ มันสลายไปแล้วทั้งเพื่อไทยและก้าวไกลต้องเปลี่ยนสโลแกนเป็น “ร่วมกันแลนด์สไลด์” เป็นชัยชนะสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตย ที่จะแลนด์สไลด์อย่างไม่เคยมีมาก่อน และคนที่เลือกทั้ง 2 พรรคไม่ได้รังเกียจกัน
คนที่เลือกก้าวไกล คะแนนที่เพิ่มขึ้นมาคือยืนยันไม่เอารัฐประหาร ต้องการการเผชิญหน้าอย่างเต็มที่ ไม่ท้อถอย ส่วนเสียงที่เพิ่มขึ้นจากเพื่อไทย คือต้องการอยู่ดีกินดีทั้งสองอย่างไปด้วยกันได้ เป็นแลนด์สไลด์ที่นอนหลับได้และฝันดี
ส่วนเรื่องการซื้อเสียงนั้น เชื่อว่ามี เพราะชัยชนะครั้งนี้เหมือนไพ่ใบสุดท้าย ดังนั้น การจ่ายจึงเยอะมาก นักศึกษายังมาเล่าว่ามีการจ่ายเยอะมาก มีการซื้อเสียงในราคาที่สูง เพื่อรักษาที่นั่ง ส.ส.เขตไว้ให้ได้ เพราะถ้าบ้านใหญ่ถูกเจาะแปลว่าไม่ใช่บ้านใหญ่แล้ว
การจ่ายเงินให้นอกเขตเทศบาลจะเป็นกลุ่มหลัก เพราะปัจจุบันพวกเขาได้รับรู้บนเครื่องมือออนไลน์ เปลี่ยนทัศนคติและความรับรู้ อีกทั้ง GEN Z ยังบังคับพ่อแม่ของตัวเองให้เลือกตามที่ลูกต้องการด้วย
รศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สิ่งที่เห็นชัดเจนว่าทุกโพลที่ออกมาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ตัวเลขต่างกันนิดหน่อยคือ พรรคฝ่ายค้านทั้งรวมกันต่ำที่สุดตอนนี้บางโพลให้ร้อยละ 70 มติชนกับเดลินิวส์ไปถึงร้อยละ 83 ส่วนพรรคฝ่ายร่วมรัฐบาลตอนนี้ รวมกันสูงสุดไม่เกินร้อยละ 30 บางโพลต่ำไปถึงร้อยละ 15
ถ้าดูปาร์ตี้ลิสต์ของมติชนกับเดลินิวส์ จะเห็นว่าก้าวไกล, เพื่อไทยรวมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเลือกนายกฯ หรือเลือกพรรคในระบบบัญชีรายชื่อ กว่าร้อยละ 80
ผลการเลือกตั้งมีแนวโน้มที่จะเห็นค่อนข้างชัดเจนนำไปสู่ประเด็นว่าฝ่ายรัฐบาลตกอยู่ในสถานะที่ลำบาก คะแนนห่างกันค่อนข้างมาก
ขณะเดียวกันพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลกลับมีการแข่งขันกันเอง เช่น ภาคใต้ 60 ที่นั่ง มีรวมไทยสร้างชาติ ประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย แข่งกันเอง ขณะที่เพื่อไทย ก้าวไกล ก็สามารถแทรกได้ในเชิงของปาร์ตี้ลิสต์ได้ ซึ่งคนภาคใต้เปิดใจมากขึ้นแล้ว
ผลการเลือกตั้งมันชัด เพื่อไทย เก่งแง่ของเขตส่งเท่าไรก็จะได้ประมาณร้อยละ 50 บวกกับปาร์ตี้ลิสต์ 250 แน่ๆ พรรคก้าวไกลก็มาแรงปาร์ตี้ลิสต์ประมาณ 30-35 ที่นั่ง กทม.อีก 10 กว่าเขต ดังนั้น เกิน 60 ที่นั่งแน่ รวมกับพรรคประชาชาติ ซึ่งมีฐานเสียงชัดเจน ดังนั้น ในฐานเสียงภาคใต้ 6-7 ที่นั่งเป็นอย่างน้อย
ถ้ามีคนคิดฝืนตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย แล้วไปดึงงูเห่าทีหลัง สมมติรวมกันได้ 180-200 ที่นั่ง จะตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่ได้ ในประวัติศาสตร์ไทยไม่เคยมีรัฐบาลเสียงข้างน้อย ในโลกก็ไม่มีรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ไหนอยู่ เพราะผ่านกฎหมายไม่ได้ ไม่มีศักยภาพในการผลักดันนโยบาย
ที่สำคัญคือเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของประชาชน จะทำให้เกิดความไม่พอใจอย่างมากซึ่งอันตรายมาก
ส่วนการสร้างสถานการณ์ยุบพรรค ดูด ส.ส.งูเห่านั้นมีโอกาส เหมือนที่ถามว่ามีโอกาสเกิดรัฐประหารหรือไม่ ก็มี แต่ครั้งนี้ถ้าทำผลจะไม่เหมือนเดิม ผลจะออกมาตรงกันข้าม อย่าดูเบาหรือดูถูกเสียงของประชาชน ถ้ายุบพรรคที่มีคนเลือกมากขนาดนี้ไม่ว่าจะเพื่อไทยหรือก้าวไกล เชื่อว่าจะเกิดปฏิกิริยาแน่ๆ
คนฉลาดย่อมรู้ว่าการใช้วิธีการเดิม ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ผลจะออกมาไม่เหมือนเดิม มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะใช้วิธีการเดิม และหวังผลที่เปลี่ยนแปลงไป
และถ้ายุบแล้วหวังจะมาดูด “ส.ส.งูเห่า” ซึ่งคนที่มีสปิริตแบบงูเห่านั้นไปหมดแล้ว จะมีใหม่ก็ได้แต่กระสุนต้องหนามาก แล้วคราวนี้ประชาชนจะไปตีงูเห่าเอง
ประเด็นคือการยอมรับกติกาประชาธิปไตย ในเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร ลงทุนเดินหาเสียง มาเป็นนักการเมืองแล้วก็ต้องมีสปิริตของนักการเมือง ต้องลืมภาพของทหาร การรัฐประหาร แล้วเดินหาเสียงตามกติกา
ถ้าแพ้เยอะ แพ้ชัดเจนก็ต้องยอมรับ
ส่วนที่ว่าจะมี “ตาอยู่” มาแย่งไป ตามตัวเลขไม่เหมือนปี 62 ที่พรรคเพื่อไทยและอนาคตใหม่ไปตัดกันเอง แต่ตอนนี้เหลือน้อย จะมีมากก็ภาคใต้แต่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลตัดคะแนนกันเอง
ดังที่จะเห็นว่าฝ่ายที่เลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์จริงๆ คือฝ่ายอนุรักษนิยม ที่พยายามบอกว่าต้องเลือกลุงตู่ ไม่อย่างนั้นจะยิ่งแพ้ราบคาบ ถ้าตัดคะแนนกันเองจะยิ่งแพ้หมด
แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็ยังยาก ตามที่โพลชี้ ดังนั้น โอกาสจะเกิดสถานการณ์ตาอยู่แล้ว พล.อ.ประยุทธ์กลับมาตั้งรัฐบาล กลับมาเป็นนายกฯ ยาก เพราะรวมไทยสร้างชาติต้องได้ที่นั่งเกิน 25 เสียง และควรจะได้มากที่สุดในฝั่งรัฐบาลเดิม เพราะภูมิใจไทยบอกแล้วจะไม่ยกเก้าอี้ให้ จึงยากที่ พล.อ.ประยุทธ์จะไปขอตำแหน่งนายกฯ ส.ว.เองก็ไม่ได้มีเอกภาพเหมือนเดิม
ส่วนเรื่องการซื้อเสียง ให้หนักแค่ไหนก็ไม่คิดว่าจะพลิกผลการเลือกตั้ง หรือเปลี่ยนขั้วอะไรได้อาจจะเพิ่มที่นั่งของบางพรรคเท่านั้น 5-6 ที่นั่ง