ทัพพรรคเพื่อชาติ ลุยชุมพรช่วย “นายกก้าน”หาเสียง ชูประมงเชิงการท่องเที่ยวสร้างรายได้ชุมชน เร่งแก้ปากท้องชาวบ้าน ปลดล็อกทุนจีนยึดสวนผลไม้

6 พ.ค. 66 – ที่หน้าเทศบาลเมืองชุมพร จ.ชุมพร พรรคเพื่อชาติ จัดเวทีปราศรัย โดยมีแกนนำร่วมขึ้นบนเวทีประกอบด้วย น.ส.ปวศรัฐฐ์ ติยะไพรัช หัวหน้าพรรค ดร.ยงยุทธ ติยะไพรัช ที่ปรึกษาพรรคเพื่อชาติ ดร.นิติภูมิ นายแพทย์เรวัต วิศรุตเวช แคนดิเดทนายกพรรคเพื่อชาติ

ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อชาติ ร.อ.ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ ประธานยุทธศาสตร์ และแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อชาติ พร้อมด้วยนายกรรภิรมย์ กุยุคำ ผู้สมัครส.ส. เบอร์ 6 เขต 1 จังหวัดชุมพร ปราศรัยใหญ่โดยมีประชาชนเดินทางมาร่วมรับฟังกว่า 15,000 คน

ร.ต.อ. ดร. นิติภูมิธณัฐ ขึ้นปราศรัยบนเวทีว่า วันนี้ไม่รู้กฎหมายบ้านเมืองเป็นอย่างไร อยากรู้ลองไปดูสวนทุเรียนที่จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด ทุกวันนี้กลายเป็นของคนจีนไปหมดแล้ว และไม่ว่าคนไทยจะดูแลรดน้ำพรวนดินให้ดียังไง แต่เจ้าของสวนก็เป็นคนจีนไม่ใช่ของคนไทย

ส่วนเรื่องการส่งออกก็มีล้งมากมายกว่า 400 ล้ง แต่เจ้าของก็ไม่ใช่คนไทย แต่เป็นคนจีนทั้งนั้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้เมื่อ 8-9 ปีก่อน การที่คนจีนจะมาติดต่อเพื่อขอซื้อทุเรียนหรือส่งออกทุเรียน ต้องเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อทำตามขั้นตอน

แต่ทุกวันนี้ไม่ได้เป็นอย่างนั้น ผู้ว่าราชการจังหวัด ทำอะไรไม่ได้เลย เพราะว่าถ้ามีอะไรติดขัดก็จะมีเส้นสายไปถึงในทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้มาเร่งแก้ปัญหาวิ่งเต้นทุกอย่าง จนไม่ต้องสนใจขั้นตอนกฎหมายอะไรแล้ว

ถ้ายังขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ คนไทยก็จะเป็นเจ้าของสวนทุเรียนแค่เพียงในนาม แต่เจ้าของสวนจริงๆล้วนเป็นคนจีนเป็นชาวต่างชาติทั้งสิ้น แล้วเราจะยอมให้เป็นอย่างนี้หรือ เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้ประเทศเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น เลือกตัวแทนจากพรรคเพื่อชาติเข้าไปสู่สภาผู้แทนราษฎรเพื่อไปปรับเปลี่ยนนโยบายแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องให้ประชาชนชาวสวนชาวไร่ ได้อยู่ดีกินดีลืมตาอ้าปากได้ ไม่ต้องเป็นทาสนายทุนอีกต่อไป

ด้าน นายยงยุทธ กล่าวถึงเรื่องการประมงในประเทศไทยว่า ที่ผ่านมาพวกมีอำนาจใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยวิธีการโง่ๆ ไม่พูดความจริงกับประชาชน บอกให้เลิกไปบ้างเดี๋ยวจะซื้อเรือคืนบ้าง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้แก้ปัญหาให้ประชาชนสักอย่างชาวประมงก็เป็นคนรับเคราะห์รับกรรมไป

จากนี้ไปถ้าบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย เราจะตั้งคณะกรรมการไปเจรจาต่อรองกับเขาว่า เราจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้นำไปสู่การทำประมงแบบสากล แต่วันนี้ชาวประมงได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจเรื่องการแพร่ระบาดจากโควิดขอให้ได้ใช้สิทธิบัตร 10 ปี เหมือนกับต่างประเทศได้หรือไม่ เพื่อให้ชาวประมงลืมตาอ้าปากได้ก่อน หลังจากที่หยุดชะงักไป เพราะปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจนชาวประมงแทบล้มละลายต้องขายเรือไปก็หลายครอบครัว

“ไม่ใช่แค่เรื่องประมง แต่ยังมีเรื่องผลิตผลทางการเกษตร รวมถึงอาหารทะเลที่ไม่มีการต่อยอดนำไปขายแบบส่งๆ ทั้งที่ควรจะบริหารจัดการทำให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ซึ่งพรรคเพื่อชาติมีแนวนโยบายในเรื่องนี้ที่ต้องการจะเพิ่มมูลค่าเพิ่มทั้งผลผลิตทางการเกษตร หรือแม้กระทั่งอาหารทะเลสดๆ ที่จับขึ้นมาจากทะเลก็สามารถนำมาเพิ่มมูลค่าเพิ่ม

และการประมงก็จะไม่ใช่การประมงธรรมดา แต่จะเป็นการประมงเชิงท่องเที่ยวเพื่อเพิ่มรายได้ รวมทั้งเรื่องโฮมสเตย์ในพื้นที่ไร่พื้นที่สวน หรือบนเรือก็สามารถทำเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชาวประมงได้ด้วย

ซึ่งเรื่องเหล่านี้ พรรคเพื่อชาติมีนโยบายที่จะทำให้พี่น้องเกษตรกรและชาวประมงมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไม่ลำบากยากแค้นจนแทบจะอดตายเหมือนตอนนี้ เช่นเดียวกับเรื่องยางพาราก็เคยมาหาเสียงบอกจะปรับขึ้นราคาน้ำยางเท่านั้นเท่านี้ สุดท้ายพอทำไม่ได้ ก็หายหน้าเงียบไป แล้วก็ปล่อยให้ชาวสวนยางพาราต้องตกระกำลำบากกับราคายางที่ตกต่ำลงทุกวัน

ช่วงหลังก็มีการมาพูดเรื่องปรับราคาค่าแรงขั้นต่ำ เพื่อหาคะแนนเสียงในช่วงที่จะเลือกตั้งพี่น้องประชาชนจะเชื่อได้หรือเปล่าคงไม่ต้องให้ใครมาบอก เพราะก็เห็นกันอยู่แล้ว ที่ผ่านมาบอกว่าจะขึ้นก็ไม่ขึ้นให้จริง คนที่ได้รับประโยชน์ทุกอย่างค่าแรงไม่ได้ขึ้น แต่ข้าวของแพงขึ้น นายทุนเท่านั้นที่รวย เจ้าสัวเท่านั้นที่รวย แต่คนชนชั้นแรงงาน หรือมนุษย์เงินเดือนก็ยังคงได้ค่าแรงเท่าเดิม แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเลย พรรคเพื่อชาติจึงต้องการที่จะเข้ามาปฏิวัติเขียว ปฏิวัติทุกอย่างทั้งระบบเกษตร เศรษฐกิจ สังคม ให้ทุกคนมีความเท่าเทียม

เกษตรต้องนำตลาดเพื่อทำให้ประเทศกลายเป็นครัวขนาดใหญ่ของโลก ส่วนชนชั้นแรงงานหรือมนุษย์เงินเดือน ก็ต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เงินค่าแรงเงินค่าจ้างหรือเงินเดือนต้องเพียงพอกับค่าใช้จ่าย ไม่ต้องเป็นทาสแรงงานไม่ต้องเป็นทาสของนายทุนอีกต่อไป” นายยงยุทธกล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน