โหวตนายกฯ ครั้งที่ 2 อุณหภูมิทางการเมืองไทยยังคงร้อนแรง ท่ามกลางการรอคอยรัฐบาลชุดใหม่ของประชาชนไทย โดยพบว่า 8 พรรคร่วมยังคงจะเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30
เมื่อวันที่ 19 ก.ค. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคก้าวไกล เปิดใจผ่านรายการเรื่องเล่าเช้านี้ ว่า ถ้าเราใช้ระบบรัฐสภาแก้ปัญหา จะทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้ สำหรับสว.ที่จะงดออกเสียง หรือ ไม่มาเข้าประชุม อยากเรียกร้องว่า เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ อยากให้กล้าแสดงออกมาเลย อย่างน้อยเพื่อให้สามารถพูดคุยและเดินหน้าต่อไปได้
ขอให้แสดงเสียงออกมา และสัปดาห์หน้า มีการประชุมเรื่อง ม.272 หากคิดว่าไม่ใช่หน้าที่ของท่าน ก็สามารถไปโหวตใน ม.272 ได้ ถ้ามาแล้วโหวตไม่เห็นด้วย จะได้เข้าใจ ถ้างดออกเสียงหรือไม่มาประชุมนั้น ไม่เข้าใจ อย่างน้อยเพิ่มความชัดเจน ให้เห็นภาพว่าศรัทธาของปรชะาชนได้ตอบสนองเช่นกัน
เมื่อถามว่า เสียงเท่าไหร่ ที่จะถอยให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล นายพิธา กล่าวว่า ครั้งนี้ถ้าไม่มีแรงสนับสนุนเพิ่มอย่างมีนัยยะสำคัญ คือ ได้รับเสียงเพิ่มขึ้น เป็น 344-345 เสียง ก็ถือเป็นการเพิ่มมากกว่าครั้งแรก หรือหากถ้าได้ขึ้นมา 20 เสียงมีความชอบธรรมพอจะเสนอตัวเองครั้งที่ 3 ถ้าได้เท่าเดิมหรือน้อยกว่าเดิม ก็จะเสียสละ ให้กับพรรคเพื่อไทย เพื่อจัดตั้งรัฐบาลได้โดยเร็ว” นายพิธา กล่าว
“วันนี้จะพยายามอย่างเต็มที่ สู้ยิบตา แม้ต้องเจอถึง 4-5 ด่าน ในการสกัดกั้นเป็นนายกฯ เผยวันนี้เดิมพันสูงมาก และแรงสกัดกั้นเยอะ มีความพยายามตีความข้อบังคับ 41 ไม่ให้สามารถเสนอชื่อซ้ำ ซึ่งการเสนอชื่อนายกฯ อยู่ในหมวดเฉพาะ ข้อบังคับญัตติทั่วไปไม่สามารถมาใช้บังคับได้ ยืนยันไม่ได้ทำพลาดที่ไม่ถอย ม.112 ถ้าไม่ได้โหวต ก็ชัดเจนว่าโดนบังคับด้วยญัตติรัฐสภา โดนมัดมือชก ซึ่งพรรคอันดับ 2 ก็จะเสนอได้เพียงครั้งเดียวเหมือนกัน”นายพิธา กล่าว
เมื่อถามว่า หากเพื่อไทยขึ้นมาเป็นแกนนำ แล้วผ่าน 376 ไม่ได้ เพราะไม่มีใครสนับสนุนหากก้าวไกลยังอยู่ด้วย นายพิธา กล่าวว่า น่าจะตรงกันข้ามกับมติของประชาชนมากเกินไป มันมีอยู่กี่ประเทศที่คนชนะเลือกตั้งต้องไปเป็นฝ่ายค้าน เชื่อว่า พรรคที่ลงเรือมาด้วยกันทั้ง 8 พรรคจะช่วยกันยืนยันกลับไป ว่า การที่อุตส่าห์มาเลือกตั้งกันแล้ว ยังพอมีความหมายในประเทศนี้อยู่บ้าง