ร่วมจักรวาลขุนพันธ์มาตั้งแต่ “ขุนพันธ์” ภาค 1 ถึง ภาค 3 จนล่าสุดก้าวสู่โปรเจ็กต์ “เสือ” สำหรับนักแสดงหนุ่ม ‘เป้’ อารักษ์ อมรศุภศิริ ที่รับบท ‘เสือใบ’
โดยเจ้าตัวมาพูดคุยถึงความแตกต่างของหนังและบทบาทคาแร็กเตอร์ รวมถึงการได้ร่วมงานกับนักแสดงหลัก อย่าง เวียร์ ศุกลวัฒน์, โอ้ มาริโอ้, โตโน่ ภาคิน, ท็อป ทศพล, ต้อม พลวัฒน์ และ หลิน มชณต

บทบาทคาแร็กเตอร์ ‘เสือใบ’ ในโปรเจ็กต์ “เสือ”?
เป้ – “เสือใบเวอร์ชั่นนี้เป็นเสือใบที่เด็กลง เขาเคยมีเรื่องแย่ในชีวิต รวมแก๊งเป็นคนเสเพล มีวงดนตรี แต่ก็ออกปล้นด้วยใครจ้างให้ทำอะไรทำ เป็นเสือผู้หญิงตัวฉกาจ เจ้าชู้ รอบจัด วางแผนเก่ง ลึกๆ มีความดีอยากช่วยเหลือคนยากไร้ มีอุดมการณ์ แต่ก็มีเงินเป็นตัวแปร จะกวนๆ เสียดสีประชดประชัน มีอาวุธกับอาคมเหมือนเดิมคือ กระสุนคต”

“เสือ” จะแตกต่างจาก “ขุนพันธ์” ยังไง?
เป้ – “ภาคนี้แอ๊กชั่นไปสุดกว่าเดิม ความมันส์เพิ่มขึ้น ตอน ขุนพันธ์ หนังมีความซีเรียส อีโม ดราม่า พอเป็น เสือ จะมีบรรยากาศของความบ้า เสือในวัยรุ่นจะสนุกมากขึ้น ขณะเดียวกันสเกลก็ใหญ่ขึ้น ตีกันหนักขึ้น แต่ละช็อตมีความประณีต ฉากแอ๊กชั่นจะมีวิธีการใหม่ๆ หวือหวาเหมือนในหนังฮอลลีวู้ด หลายเทคนิคเอามาใช้ในกองเสือ ถึงจะไม่มีทุนสร้างเท่าหนังระดับทอม ครูซ แต่ทีมงานเราฝีมือไม่แพ้ใคร”

เรื่องนี้จะได้เห็น “แก๊งใบไม้” แก๊งวงดนตรีของ ‘เสือใบ’ ด้วย?
เป้ – “ปกติเราจะเห็น เสือเบี้ย กับเสือใบ ในการอยู่ร่วมกันของแก๊ง แต่ย้อนกลับไปก่อน จักรวาลขุนพันธ์ เสือใบมีแก๊งใหญ่ชื่อ แก๊งใบไม้ เสือใบเป็นนักร้อง มีนักร้องที่ร้องแหล่ผสมแร็พ มีเสือใบ เสือกอบ, เสือเหงี่ยม มี ฟิต มิตรด้าม มาเป็นเสือฟ่าม ตอนกลางวันออกเล่นดนตรี กลางคืนออกปล้น เล่นดนตรีเป็นฉากบังหน้า มีรถดัดแปลงที่มีเตียงนอน แต่ปรับเปลี่ยนเป็นเวทีดนตรีได้ มีเพลงประจำวงชื่อเพลง มะเมีย พวกเราซ้อมเล่นด้วยกันจริงจังทุกคนในวงนี้เล่นดนตรีเป็นหมด ระหว่างรอถ่ายทำก็มีแต่งเพลงเล่นกัน เราได้เอาเพลงที่แต่งไปเล่นกันในฉากหลายช่วงเลย”

รู้จักโอ้มานาน แต่เพิ่งร่วมงานครั้งแรก?
เป้ – “เรารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เขามาเล่นกับผมตอนผมอยู่ม.ปลาย เด็กคนนี้มันหล่อ อยู่ดีๆ ก็ไปโผล่ใน ‘รักแห่งสยาม’ ซึ่งดังมาก ดีใจกับน้องด้วย ตอนนั้นเราเข้าวงการพร้อมๆ กัน แปลกดีที่เจอกันมานานมาก แต่ไม่เคยร่วมงานกันเลย เราต่างผ่านจักรวาลขุนพันธ์กันมาทั้งคู่ แต่กลับไม่เคยได้เล่นด้วยกัน เราใช้เวลากันยันโตกว่าจะได้ร่วมงานกับโอ้ พอได้มาเจอกันในโปรเจ็กต์เสือ วันแรกก็ซัดกันเลย แล้วเป็นการถ่ายทำแบบใหม่ หนักหน่วงสำหรับโอ้ วิ่งหนี กระสุนคต ขึ้นสะลิง กระโดดม้วนตัวขึ้นไปตรงประตู ทะลุห้อง ผมยังแซวเขา ถ้าไม่อยากม้วนตัวเยอะก็คลายพระแคล้วคลาดเลยจะได้จบ สนุกมากตอนถ่ายทำ”

การกลับมาร่วมงานกับ ‘พี่โขม’ อีกครั้ง หลัง ‘เป้’ ไปกำกับหนังเรื่องแรกมา?
เป้ – “การกลับมาเจอพี่โขมรอบนี้พิเศษมาก ผมเพิ่งถ่ายหนังตัวเอง (เดอะ สโตน) เสร็จ ได้พี่โขมเป็นอาจารย์ที่ดี เขาให้เราเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในกองเขา ก่อนที่เราจะไปเจอของจริงของเราเอง พี่โขมเป็นต้นกำเนิดที่ทำให้ผมเดินไปไหนมาไหนแล้วคนเรียกผมว่า เสือใบ ที่ความจริงพี่โขมเลือกใครมาเล่นก็ได้ ฉะนั้นพี่โขมเป็นทั้งอาจารย์และผู้มีพระคุณคนหนึ่งในอาชีพนี้ แล้วการมากองรอบนี้เหมือนมาเติมของ มาทบทวนในสิ่งที่เราทำ และมันทำให้ผมเรียนรู้ว่าการเป็นผู้กำกับฯ ต้องรับผิดชอบหลายสิ่งมาก”

การร่วมงานกับทีมนักแสดงหลักของเรื่องนี้เป็นยังไงบ้าง?
เป้ – “ไม่รู้ผมนับถูกหรือเปล่า 4 คนนี้เป็นเจนเดียวกัน เป็นเจนที่อยู่มานาน เจนก่อนสุดท้ายของยุคฟรีทีวีรุ่งเรือง ผมเห็นหน้า 4 คนนี้มานานมาก โอ้ กับ พี่เวียร์, พี่จ่อย (อนันดา) ผมมองว่าเขามีสไตล์คล้ายกัน โตโน่ จะมีอีกสไตล์หนึ่ง
จริงๆ พี่เวียร์เด็กกว่าผมนิดเดียว แต่ทุกคนเรียกพี่ ผมก็เรียกด้วย โอ้กับเวียร์เป็นคนที่ทำอะไรยากให้มันง่าย คุยเล่นได้เฮฮาได้ แต่พอจะทำอะไรที่ยาก พริบตาเดียวทำได้เลย ผมเห็น พี่เวียร์เล่นซีนร้องไห้แป๊บเดียวหยดออกมา สกิลสุดทึ่ง โตโน่จะเป็นอีกแบบ จะตั้งใจ จะซีเรียส แต่งานออกมาดี แล้วคาดเดาไม่ได้ อยู่ๆ อยากเล่นมุขก็เล่น เมื่อกี้ยังซีเรียสอยู่เลย

ส่วน ท็อป เขาขาลุย เต็มที่ น่ารัก และตลก พี่ต้อม พลวัฒน์ ผมไม่เคยเห็นเขาผิดคิวเลยนะ เขาเก่งมาก ดูเด็กกว่าอายุมาก วัยรุ่นทั้งหน้าตาและท่าทางทุกอย่าง สำหรับหลิน เป็นอีกคนที่ตั้งใจกับบทของเขา จัดเต็มทุกอย่าง
ทุกๆ คนมีสไตล์การทำงานของตัวเอง แต่ทุกคนเต็มที่กับโปรเจ็กต์ ‘เสือ’ มาก”