‘วิบูลย์’ พร้อมพาช่อง3 ฝ่าวิกฤตทีวี ตั้งเป้าปี 2026 ขับเคลื่อนคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลก ประกาศชัด “ทีวีไม่มีวันตาย”

เปิดตัวในฐานะผู้บริหารคนใหม่ของบริษัท บีอีซีเวิลด์ จำกัด(มหาชน) สำหรับ วิบูลย์ ลีรัตนขจร ในตำแหน่งรักษาการกรรมการผู้อำนวยการสายธุรกิจโทรทัศน์ ล่าสุดในงานแถลงข่าว “ช่อง 3 มีอะไรใหม่ Channel 3 Update” เพื่อเปิดผังรายการใหม่และทิศทางคอนเทนต์ปี 2026 ที่ ตึกมาลีนนท์ ชั้น 8 (ตึกข่าว) ผู้บริหารคนใหม่ได้ให้สัมภาษณ์ถึงวิสัยทัศน์ที่จะพาองค์กรช่อง3 ขับเคลื่อนไปในยุคที่อุตสาหกรรมทีวีต้องเจอกับวิกฤตถาโถม

การเข้ามารับตำแหน่งตรงนี้เป็นอย่างไรบ้าง?
“ผมก็เป็นลูกหม้อช่อง3 ตั้งแต่ปี 2537 เดินมาพบกับทางนายประวิทย์(มาลีนนท์) ที่ อาคารวานิช ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ ความใฝ่ฝันของผมอยากทำงานที่ช่อง3 เริ่มต้นด้วยการเป็นผู้จัด หลังจากนั้นก็เติบโตขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ทำรายการ 168 ชั่วโมง ทำทีมฟุตบอล ทีวี3 สัญจร แล้วก็มาทำครอบครัวข่าวในฐานะผู้อำนวยการผลิต จากนั้นก็ได้มีโอกาสไปทำอีเวนต์ต่างๆ จนในที่สุดก็ถึงเวลาต้องเกษียณจริงๆ ในกลุ่มบริษัทเซิร์ชฯ แต่ว่าเกษียณได้ 2 เดือนพอดีทางนายบอกว่าอยากชวนมานั่งตำแหน่งรักษาการ กรรมการผู้อำนวยการสายธุรกิจโทรทัศน์ อยากให้ผมมามีส่วนร่วมในการทำผังเรื่องของข่าว ผมก็เลยคิดว่าเป็นเกียรติยศของตัวเองจากผู้จัดตัวเล็กๆ แล้วได้รับโอกาสนี้ อาจจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับน้องๆ รุ่นต่อไปว่าทุกอย่างเป็นไปได้ แน่นอนว่าการได้ขึ้นมาเป็น CEO ในกลุ่มมันคงเจอเรื่องราวต่างๆ ที่อาจจะเรียกว่าปัญหาเยอะ ต้องปรับตัวกับอุตสาหกรรมนี้เยอะ แต่ว่ามันก็เป็นเกียรติยศกับชีวิตตัวเองผมเลยอยากเอาความรู้สึกตรงนั้นมาขับเคลื่อนเป็นพลังให้เราได้ลงมือทำงานทุกวัน”

ได้มีโอกาสถามทางนายไหมว่าทำไมถึงอยากให้เราเข้ามารับตำแหน่งตรงนี้?
“เข้าใจว่าท่านน่าจะพูดคุยกันอยู่หลายครั้ง รวมถึงได้สอบถามเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ของผมว่าถนัดตรงไหน จนสุดท้ายเข้าใจว่าคงตกตะกอนลองดูว่าให้ลูกหม้อที่ทำงานอยู่ตรงนี้ แล้วก็เป็นอดีตเจ้าของกิจการที่อยู่กับช่อง3 มา 31 ปี ถ้าเกิดว่าเป็นตัวแทนมาดูแลเพื่อนๆ ด้วย เป็นตัวแทนผู้จัดด้วย รวมถึงผู้ประกาศและดารานักแสดง แล้วก็รู้จักเอเจนซี่อยู่แล้ว จะสามารถเป็นไปได้ไหมที่จะนำพาไปในเวอร์ชั่นนี้ พอท่านมีโอกาสได้ชวนผมยอมรับว่าหลายครั้งเหมือนกัน รวมถึงสัมภาษณ์กันหลายครั้งด้วย กระทั่งในที่สุดก็มีโอกาสได้เข้ามาเริ่มต้นทำเมื่อสัก 2 เดือนที่แล้ว”

 

ก่อนจะได้มารับตำแหน่งรักษาการตรงนี้คือต้องผ่านการสัมภาษณ์ด้วย?
“ใช่ครับ เพราะว่าเป็นองค์กรใหญ่ ถามว่าตื่นเต้นไหม คงไม่ตื่นเต้น แต่ว่าเครียด เพราะว่าไดนามิกของอุตสาหกรรมเราตอนนี้ก็ไม่ง่าย เดี๋ยวนี้ไพรม์ไทม์ก็ไม่ได้เหมือนสมัยก่อนแล้ว ด้วยเทคโนโลยีเทคโนโลยีต่างๆ นำพาไป หนำซ้ำที่สุดวันนี้เราไม่ได้แข่งขันกันแค่คอนเทนต์ไทยอย่างเดียว แต่ยังมี OTT มีซีรีส์ต่างประเทศเยอะแยะมากมาย รวมถึงแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่เปลี่ยนผู้ชมของเราไป ทำให้พฤติกรรมของผู้ชมเปลี่ยนตามไปด้วย ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ทำให้เราต้องศึกษาเพิ่ม ฉะนั้นเลยเป็นเรื่องที่เราต้องเครียด ในเมื่อตัดสินใจมาทำงานแล้วก็ต้องทุ่มเทให้เต็มที่ ส่วนจะสำเร็จหรือเปล่ามากน้อยแค่ไหนก็ต้องอยู่ที่เราทุ่มเท”

พอต้องมารับช่วงต่อในไดนามิกของอุตสาหกรรมที่เป็นแบบนี้ ส่วนตัวมีนโยบายหรือกลยุทธ์อะไรที่จะมาช่วยขับเคลื่อนให้องค์กรไปต่อได้?
“จริงๆ ช่อง3 มีความพร้อมอยู่มากอยู่แล้ว ผ่านมาหลากหลายวิธีการ หลากหลายยุค จนมาถึงยุคนี้ ผมว่าช่อง3 มีทีมที่ดี มีบุคลากรที่มีความแข็งแรงเยอะ ผมเชื่อว่าเราฝ่าวิกฤตไปด้วยตัวคนเดียวไม่ได้ แต่พอมีทีมมันสร้างความมั่นใจมากขึ้น ว่าเราต้องสร้างอะไรใหม่ๆ”

วาระที่ต้องรักษาการมีระยะเวลาไหม?
“มีครับ เบื้องต้นที่ผมต้องทำให้เห็น รวมถึงเป้าหมายของตัวเองด้วย ในหนึ่งปีนี้ผมต้องเห็นอะไรใหม่ จริงๆ ในแต่ละหนึ่งเดือนผมก็จะพยายามให้เห็นว่าเป้าหมายของเดือนแรกคืออะไร เดือนที่2 คืออะไร พูดง่ายๆ คือผมก็ต้องมี KPI ของตัวเองด้วย ยิ่งเรามีหน้าที่การงานที่มีบทบาทกับองค์กร เราควรจะต้องมี KPI ของเราโดยเฉพาะ”

ผังใหม่ปีหน้าบาลานซ์ซะระหว่างข่าวกับละครยังไงบ้าง?
“ในส่วนของรายการข่าว ณ ตอนนี้มีรายการใหม่ 3 รายการ คือ รุ่นใหญ่วัยเซียน, ช่อง3 ตามติดข่าว และ เรื่องเด่นเย็นนี้เสาร์-อาทิตย์ ผมเชื่อว่าข่าวเป็นสิ่งที่ทำมาเนิ่นนานและเป็นพื้นที่ที่ผมถนัด เข้ามาหนึ่งอาทิตย์แรกผมก็ทำ Breaking News เลย ในส่วนของละครผมว่าเราแข่งขันได้ ส่วนตัวผมความสำเร็จหรือความล้มเหลวยังไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ต้องลงมือทำ อย่างที่ทุกคนได้เห็นกันว่าตอนนี้เรามีภาพยนตร์ธี่หยด 3 ภาค ซึ่งเป็นเรือธงไปแล้ว แล้วผู้จัดธี่หยดก็มีละครเรื่องใหม่ ยิหวาดาตัง กับทางช่อง3 ได้คนเขียนบทจากนาคีมาอีก คือเรารู้จักที่จะเบลนด์รวมกัน ที่สำคัญตอนนี้ละครทุกเรื่องที่จะออกอากาศในปีหน้าขาย OTT ในเจ้าต่างๆ ได้หมดทุกเรื่องแล้ว อันนี้คือทิศทางของเรา”

มีความคิดเห็นยังไงกับคำที่หลายคนบอกว่าทีวีกำลังจะตาย?
“ผมเป็นคนทีวี ขอพูดใหม่เลยว่าทีวีไม่มีวันตาย ทีวีถ้าหมายถึงจอทีวี จอทีวีจะอยู่ตลอดไปมันคือจอใหญ่ แต่ถ้าบอกว่าเป็นอุตสาหกรรมทีวีคืออุตสาหกรรมคอนเทนต์ ตรงนี้ยิ่งไม่มีวันตาย ศิลปะวัฒนธรรม ภาษา อัตลักษณ์อะไรต่างๆ ยังคงอยู่ตลอดไป อันนี้เป็นเรื่องที่เป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนคนไทยที่จะรักษาอัตลักษณ์ความเป็นไทยผ่านละคร ผ่านรายการข่าว ผ่านรายการวาไรตี้ต่างๆ ผมว่าเราต้องพร้อมที่จะต่อสู้และช่วยกันสนับสนุนเพื่อให้อัตลักษณ์คอนเทนต์ของไทย เติบโตไปสู้แข่งขันเติบโตกับตลาดโลกได้ วันหนึ่งภาษาไทยอาจจะเป็นที่นิยมระดับโลกที่เกิดจากสื่อไทย เพราะฉะนั้นช่อง3 เองก็จะเป็นผู้ผลิตสื่อไทยขนาดใหญ่ในระดับสถานี เพื่อที่จะทำรายการต่างๆ ผ่านหน้าจอช่อง3 ผ่านช่องทางออนไลน์ และอีเวนต์ต่างๆ”

หลายคนมองว่าการที่เรามานั่งตำแหน่งรักษาการตรงนี้ ค่อนข้างที่จะมีความเข้าใจทั้งในส่วนของผู้จัดและนักแสดง?
“ปีหน้าเรามีเปิดละครใหม่หลายเรื่อง ทั้งละครทั่วไป ซีรีส์วาย ซีรีส์เกิร์ลเลิฟ อยู่ที่ว่าบริบทของเรื่องที่นำมาเสนอน่าสนใจแค่ไหนที่ตรงกับคุณภาพแบบเรา ปีหน้าละครในกลุ่มของทางพี่สมรักษ์(ณรงค์วิชัย) ทางผู้จัดต่างๆ ตอนนี้กำลังทำเวิร์กช็อปกันอยู่ ดูกันว่าเราจะนำเสนอละครที่จะเหมาะกับการฉายในปี 2569 และ 2570 ต่อไปยังไง แน่นอนเราต้องเปิดกองละครใหม่ ซึ่งในช่วงไตรมาสแรกของปีหน้าก็จะได้เห็นแล้ว การได้เข้ามาทำหน้าที่รักษาการตรงนี้ ผมจะพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในการปฏิสัมพันธ์กับทุกๆ ฝ่าย ยิ่งผมมีวัยวุฒิเยอะขึ้นก็จะยิ่งทำตัวให้เล็กลง เพื่อให้เข้าถึงและเข้าใจพี่ๆ น้องๆ ในทุกฝ่าย”

มีความกดดันบ้างไหม?
“ไม่หรอก ผมรู้สึกอย่างนั้นเลย ความที่เราเป็นคนอย่างนั้นอยู่แล้ว รู้จักพี่ๆ น้องๆ แต่ละคนมา ทุกวันนี้ไม่ว่าผมทำหน้าที่อะไรมันก็แค่ใส่หมวกใส่หัวโขนอันนี้ไว้ในช่วงที่ทำงาน พอกลับบ้านไปก็ต้องถอด แล้วถึงวันหนึ่งผมก็ต้องถอดเพราะมันไม่มีอะไรจีรัง ผมเป็นคนมีความคิดในใจอันนึงคือมรณานุสติ คิดถึงความตายเป็นที่พึ่ง เลยไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งอะไรพวกนี้ ตอนนี้ที่ผมยึดมั่นอยู่อย่างเดียวก็คืออยากสร้างความสำเร็จให้กับช่อง3 ในฐานะที่ผมมีโอกาสได้เข้ามาทำหน้าที่นี้”

ถามถึงรายการ 168 ชั่วโมง ที่ตอนนี้มีการปรับเปลี่ยนพิธีกร?
“ตอนนี้รายการครบ 30 ปี เลยถือโอกาสปรับ ผมเปลี่ยนตัวเองไม่เป็นพิธีกรแล้ว ส่งต่อไปยังรุ่นต่อไป เรียกว่าเป็นการเปลี่ยนพิธีกรในรอบ 30 ปี เป็นคุณแคน อติรุจ ถามว่าทำไมเลือกคนนี้ ผมชอบน้องแคนมากๆ ผมรู้จักน้องจากการมาทำครอบครัวข่าว เห็นความตั้งใจเขา วัยและวิสัยทัศน์ของเขาพร้อม เขาเพิ่งมีครอบครัวเริ่มรู้จักความรับผิดชอบในระดับที่เป็นผู้ใหญ่มากๆ แล้วเวลาได้คุยกับเขาก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนที่มีเสน่ห์บางอย่างที่ผมคิดว่าน่าสนใจ รวมถึงเขาเป็นคนที่มีของหลายอย่าง ผมเริ่มประทับใจจากตอนที่เขามาทำข่าวนอกลู่ มีมุมมองอะไรที่ไม่ขำเกินไปแต่ว่าขำก็ได้ แล้วผมมีความรู้สึกว่าอยากเห็นเขาสัมภาษณ์คน เลยชวนเขามาทำรายการ 168 ชั่วโมง ซึ่งตัวเขาก็คิดอยู่สักพักนึง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจมาลองทำ เทปแรกออกไปแล้วส่วนตัวผมชื่นใจ เห็นความตั้งใจของเขามากๆ สำหรับผมแคนเป็นคนมีของ มีพรสวรรค์ แล้วก็พร้อมที่จะเรียนรู้รู้เรื่องอะไรใหม่ๆ ถือเป็นคนที่ครบเครื่องเลย สักวันนึงอีก 26 ปีข้างหน้าเขาอาจจะได้มานั่งตำแหน่งรักษาการอย่างที่ผมทำอยู่ตอนนี้ก็ได้ ทุกอย่างเป็นไปได้ทั้งนั้น ทุกอย่างเป็นโชคชะตาเพราะผมเองก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้มาทำตำแหน่งตรงนี้ เพราะตำแหน่งนี้เราคิดล่วงหน้าไว้ไม่ได้ แต่พอมันมีโอกาสมาหาเราก็ต้องเปิด การมานั่งตำแหน่งตรงนี้สำหรับส่วนตัวของผมเป็นอะไรที่ได้รู้ใหม่ๆ หลายอย่าง เก่งขึ้น มีความรับผิดชอบเยอะขึ้น”

รู้สึกยังไงที่หลายคนมองว่าเราเป็นความหวังของนายและช่อง3 ในภาวะที่อุตสาหกรรมบันเทิงไม่รู้ว่าจะไปทิศทางไหน?
“ผมมีความเป็นห่วงสำหรับอุตสาหกรรมคอนเทนต์ของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นข่าว เป็นบันเทิง หรือเป็นรายการ ผมอยากให้กำลังใจในฐานะผู้จัด แล้ววันนี้ได้มารักษาการกรรมการผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจโทรทัศน์ ผมว่าคนไทยมีของ รายการไทยสนุก คนไทยเก่ง มั่นใจได้เลยว่าคนไทยสู้คนอื่นได้ ผมคิดว่าวันนี้เราไม่ได้แข่งกันเอง แต่ต้องแข่งกับคอนเทนต์ต่างประเทศ ฉะนั้นผมว่าความร่วมมือสำคัญที่สุด ความสามัคคีกันในองค์กร แล้วเราก็สามารถที่จะมีคอนเทนต์ใหม่ๆ เกิดขึ้น ผมในฐานะผู้บริหารก็ต้องสร้างความมั่นใจ พร้อมที่จะลงทุนให้เกิดคอนเทนต์ใหม่ๆ เพื่อต้อนรับไปในยุคต่อไปอีก อย่างน้อยที่สุดของผมในยุคนี้ก็พยายามตั้งใจทำให้ดีที่สุด”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน