เพื่อนคนไหนสำเร็จก็ยินดีด้วย ต้องเต ธิติ เผยการทำงานกับกลุ่มเพื่อน เป็นธุรกิจ เซียนหรั่ง ไปเติบโต ดังแล้วแต่ไม่แยกวง ภูมิใจแก๊งไทบ้านฯ เก่งทุกคน
เห็นเพื่อนแก๊งไทบ้านฯ เติบโตในเส้นทางที่เลือก ผู้กำกับฯ ต้องเต ธิติ เผยยินดีกับความสำเร็จของเพื่อนแต่ละคน แม้จะมีงานรัดตัว แต่ทุกคนก็พร้อมกลับมาทำงานร่วมกันเสมอ มีโอกาสเจอ ต้องเต ในงานรอบปฐมทัศน์ภาพยนตร์ “ตาโขน The Cursed Mask” ณ พารากอนซีนีเพล็กซ์ ชั้น 5 สยามพารากอน ได้ให้สัมภาษณ์ ถึงการทำงานกับกลุ่มเพื่อน ที่ตอนนี้จัดการให้เป็นระบบบริษัทแล้ว มีทะเลาะกันบ้างเป็นเรื่องปกติ หาจุดตรงกลางมองที่เหตุผลและเป้าหมายร่วมกัน
ช่วงนี้งานเป็นอย่างไรบ้าง ? “งานเยอะครับ เพราะว่าอยู่ในช่วงเขียนบทแล้วก็รอโปรเจ็กต์ปีหน้าครับ ซึ่งปีหน้าค่อนข้างทำหลายเรื่อง แล้วก็มีโปรเจ็กต์ใหญ่ ๆ เยอะด้วยครับ หนังสัปเหร่อ2 ตอนนี้เสร็จเรียบร้อยแล้วเหลือแค่รอเข้าโรงภาพยนตร์”
หนังหลายเรื่องปีนี้รายได้ไม่ค่อยเข้าเป้า มี 100 ล้านแค่ไม่กี่เรื่อง กังวลหนังของเรามั้ย? “มันเป็นเหมือนยุคก่อน ยุคก่อนที่สัปเหร่อภาคแรกจะเข้า มันก็คล้าย ๆ แบบนี้ครับ ผมว่าอันนั้นมันหนักกว่า อันนี้มันยังมีหนังไทยเยอะกว่าปีนั้นด้วยซ้ำ มันอาจจะเป็นเพราะหนังเยอะหลายเรื่อง คนดูไม่ทัน มันเยอะมาก อย่างเช่นเดือนนี้หนังไทยก็ 6-7 เรื่องแล้ว เราพูดในฐานะคนดู เราก็ดูไม่ไหว ขนาดเราสนับสนุนหนังไทยเรายังดูไม่ทันเลย”
เผื่อใจไว้ไหมถ้าเกิดหนังของเรารายได้ไม่เป็นไปตามที่คาด? “ก็เผื่อใจอยู่ครับ แต่จริง ๆ ก็ไม่ได้คาดหวัง แรงกดดันมันจบไปแล้ว เพราะว่าทำหนังเสร็จไปแล้ว ถามว่าคาดหวังไหมมันก็คาดหวังเล็ก ๆ ข้างใน แต่ไม่ได้บอกว่าไม่ได้คาดหวัง ไม่เจ๊งก็บุญผมแล้ว ไม่เจ๊งก็โอเคแล้วครับ”
ก่อนหน้านี้หนังเราทำเงินเยอะ หลายคนถามว่าเราเอาเงินไปไหน เขาบอกว่าจริง ๆ เรารวยแต่ก็ยังใช้ชีวิตสมถะ? “สรรพากรก็คิดแบบพี่เลยครับ(หัวเราะ) ก็ครอบครัวพ่อแม่อยู่ยากแล้วครับ เขาคิดว่ารวยหมดแล้วตอนนี้”
คนคิดว่าเรารวยจากการทำหนังเพราะรายได้ที่ผ่านมามันทะลุมาก ? “700 ล้านจริงอยู่ แต่เราไม่ได้ 700 ล้านนะครับ ต้องพูดก่อนอย่างนี้ มันมีสัดส่วน หมายถึงว่าเรื่องต่อ ๆ ไปเราก็คิดเป็นระบบธุรกิจขึ้น อย่างเรื่องต่อ ๆ ไปก็เริ่มมีเงินลงทุนเองบ้าง เริ่มทำเป็นธุรกิจบ้าง แต่ก่อนมันเป็นแบบเราอยากทำเฉยๆ แต่ก่อนขอแค่ได้ทำ มีโอกาสได้ทำแล้วพอทำเสร็จ ครอบครัวต้องอยู่ต้องอยู่ต้องใช้ปัจจัยหลายอย่างเราอยากมีเงินทำหนังเอง อยากทดลองนั่นนี่มันก็ต้องใช้งบประมาณ ก็ต้องเริ่มเป็นธุรกิจครับ”
จุดเริ่มจากแก๊งเพื่อนตอนนี้เป็นบริษัท การทำงานเปลี่ยนไปเยอะมั้ย ? “ก็เปลี่ยนไปเยอะครับเพราะว่าเพื่อนก็พยายามแยกออก คนถนัดด้านไหนก็แยกไปเปิดบริษัทของตัวเอง เซียนหรั่งก็เปิดเป็นแพลตฟอร์มของรายการ ผมก็แยกออกมาเป็นโปรดักชั่น ไทบ้านก็อยู่ในโปรดักชั่น ก็มีหลายบริษัทแต่ก็ยังมีงานที่มันต้องโคกัน อย่างเช่นหนัง มีกลับมาเล่นหรือไปเล่นค่ายอื่นอย่างเช่นเล่นเรื่องนี้ครับ”
การทำงานกับเพื่อนเป็นแบบบริษัทมันยากไหม ? “ก็ยากอยู่ครับ เพื่อนผมมันไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับหลังบ้านเท่าไหร่ เราไม่ค่อยได้ยุ่งกับหลังบ้านเท่าไหร่ (แสดงว่าทุกคนมีหน้าที่โปรดักชั่นอย่างเดียว?) ใช่ครับ เราคิดงาน เราทำงานแค่นั้น”
เวลาทำงานด้วยกันมีทะเลาะกันไหม ? “มีปกติครับ ทุกวงการทุกกลุ่มมันทะเลาะกันปกติอยู่แล้ว”
อะไรคือตรงกลางสำหรับกลุ่มไทบ้าน ? “ผมว่าเหตุผลครับ แล้วก็เป้าหมายของเรามากกว่า”
แต่ละเริ่มเติบโตประสบความสำเร็จในทางของตัวเอง แล้วพอกลับมาทำงานด้วยกันอีกเป็นอย่างไร ? “สนุกครับ เพราะว่าล่าสุดก็ไปเขียนบทด้วยกัน นัดกันเขียนบท เหมือนกลับมาทำโปรเจ็กต์ด้วยกัน มันเหมือนเราไปเติบโตในที่ที่เราต้องการที่เราอยากทำแล้วพอมารวมกัน มันเหมือนเราไปเรียนรู้อะไรบางอย่างจากข้างนอกมา”
ไม่ได้รู้สึกว่าเงื่อนไขเยอะขึ้น อย่างความดังที่มองว่าหลายคนพอดังแล้วแยกวง ? “ไม่เลยครับ มันเหมือนใครสำเร็จเราก็แค่ยินดีแค่นั้น เราอยากให้เพื่อนเราสำเร็จอยู่แล้ว เพื่อนเราเก่งอยู่แล้ว เพื่อนทุกคนในคนรอบข้างผมเก่งหมดเลย”
ตอนนี้ต่างคนต่างมีทางของตัวเอง กลับมารวมกันเพื่อที่จะทำหนังกับกลุ่มเพื่อนที่เราเริ่มต้นกันมา ? “มีครับ มีโปรเจ็กต์หนัง หรือโปรเจ็กต์ซีรีส์ โปรเจ็กต์ใหญ่ๆ ปีหน้าเยอะเลย”.




