เข้าวงการมาได้ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง สำหรับนักแสดงสาวมากฝีมือวัย 31 ปี ‘นิ้ง’ ชัญญา แม็คคลอรี่ย์
แม้จะมีคุณพ่อเป็นถึงผู้กำกับฯ คุณแม่เป็นนักแสดง ที่เอื้อต่อการเข้าวงการบันเทิงได้ไม่ยาก แต่นิ้งก็ขอเลือกที่จะฝ่าฟันเดินเข้าสู่เส้นทางนี้ด้วยตัวเอง
วันนี้มาฟังสาวมากความสามารถเล่าถึงชีวิตวัยเด็ก จนก้าวสู่โลกมายา รวมถึงการป่วยโรคซึมเศร้า และเป็นเนื้องอกในสมอง

♦เริ่มเข้าวงการได้ยังไง?
นิ้ง – “นิ้งเป็นลูกจ้างร้านเสื้อผ้าอยู่ที่สวนจตุจักร ตอนนั้นมีพี่เขาทำรายการ The Designer เขาถามว่าลองมาเป็นโมเดลให้ดีไซเนอร์ในรายการมั้ย จริงๆ แม่นิ้งเป็นนักแสดง พ่อเป็นผู้กำกับฯ ตอนเด็กนิ้งอาจจะมีไปเล่นเป็นนักแสดงเด็กบ้าง แต่อันนั้นไม่นับ งานเดินแบบนี้ถือว่าได้มาด้วยตัวนิ้งเอง จากตรงนั้นก็เลยได้ไปถ่ายแบบ”
♦เส้นทางการเข้าวงการบันเทิงไม่น่ายาก เพราะมีคุณแม่เป็นนักแสดง คุณพ่อเป็นผู้กำกับฯ?
นิ้ง – “นิ้งน่าจะเป็นคนทำให้ยากเอง นิ้งไม่ชอบการที่ได้มันมาเพราะพ่อทำงานอยู่ตรงนั้น นิ้งเป็นเด็กที่มีความเป็นตัวของตัวเองชัด ตอนแรกไม่ได้อยากเล่นละคร อยากเล่นหนัง นิ้งเป็นเด็กที่โตมากับหนังเพราะป๊าไม่มีเวลา
นิ้งดูหนังมาตั้งแต่เด็ก ความใฝ่ฝันอยากอยู่ในหนัง อยากแสดง อยากเล่นภาพยนตร์มาตลอดชีวิต และนิ้งไปดูหนังที่แม่เล่น ได้เห็นแม่อยู่ในภาพยนตร์ รู้สึกว้าว อยากอยู่ตรงนั้นบ้าง อยากมีหน้าตัวเองบนโปสเตอร์หนัง
แต่นิ้งได้เล่นซีรีส์ก่อน ซีรีส์ที่ถือว่าเป็นเดบิวต์ก็คือ The Deadline ที่ต้องโกนหัว อยากโกนหัวจริง นิ้งเป็นเด็กที่พุ่งเข้าหาโอกาสที่น่าตื่นเต้น บทซีรีส์เรื่องนั้นมันยอดเยี่ยม ได้เป็นแรงบันดาลใจด้วย ได้โกนหัวด้วย เพอร์เฟ็กต์มาก นี่คือสิ่งที่ใฝ่ฝัน เป็นโอกาสที่ดี การได้โกนหัวแล้วมีเงินค่าบ้านค่าน้ำค่าไฟสำหรับเรามันคือวิเศษสุดๆ เพราะเราอยากทำสิ่งนี้ มันแพ็กเดียว มันพิเศษสำหรับนิ้งมากค่ะ”

♦ลูกสาวโกนหัวกลับบ้าน ที่บ้านว่าอย่างไรบ้าง?
นิ้ง – “นิ้งไม่ได้อยู่กับที่บ้านตั้งแต่เด็ก ทุกอย่างเกิดจากการตัดสินใจของนิ้งเอง ทุกคนรู้เมื่อนิ้งหัวโล้นกลับบ้านมาแล้ว ทุกงานที่ได้มานิ้งไปแคสต์มาเองหมด ไม่มีงานที่นิ้งได้มาแบบง่ายๆ นิ้งฝ่าฟันมาทุกอย่าง นี่คือเหตุผลที่นิ้งภูมิใจกับมันมาก
อีกอย่างคนข้างนอกไม่รู้ว่าพ่อแม่นิ้งเป็นนักแสดง พอซีรีส์เรื่อง The Deadline ออกมา คนได้ดูผลงานเรา เขาก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้มีแวว นิ้งเลยได้ไปแคสต์งานต่อไป จริงๆ ที่บ้านไม่เกี่ยวอะไรเลย นิ้งออกจากบ้านตั้งแต่เด็ก หาเงินเอง ตอนเรียนมหาวิทยาลัยก็อยู่หอทำงานหาเงินเลี้ยงตัวเอง ม.5 ออกจากบ้านมาใช้ชีวิตเอง เปิดร้านขายขนมปังปิ้งที่ตลาดชื่อร้าน eat me”

♦ทำไมถึงออกมาใช้ชีวิตเองตั้งแต่เด็ก?
นิ้ง – “มีปัญหากันค่ะ ในเมื่อเราเลือกออกมาใช้ชีวิตเองแล้ว ต้องดูแลตัวเองให้ได้ นิ้งทำงานเองตั้งแต่ม.2 ขายของที่จตุจักรเป็นสต๊าฟทำนู่นทำนี่ ออกมาแล้วต้องไม่กลับไปเป็นหมาหรือพ่ายแพ้ นิ้งต้องสู้
นิ้งเป็นเด็กที่ครอบครัวมีปัญหา ไม่มีใครเข้าใจ รู้สึกแปลกแยก การออกมาเป็นสิ่งที่เซฟตัวเองดีที่สุด เราต้องเชื่อในตัวเอง ต้องพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นให้ได้ว่า สิ่งที่เราเป็นหรือสิ่งที่เราเลือกมันจะต้องสำเร็จ มันคือเป้าหมายของนิ้ง จะต้องทำให้ทุกคนเห็นให้ได้ว่านิ้งประสบความสำเร็จได้แม้ว่านิ้งจะเป็นตัวของตัวเอง
แต่สิ่งหนึ่งในชีวิตที่นิ้งให้ความสำคัญที่สุดคือการที่จะไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน อะไรก็ตามที่ต้องเดือดร้อนคนอื่น นิ้งไม่ชอบเลย อะไรที่เกิดขึ้นกับเรา เราดูแลตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้องอก ผ่าตัดแล้วยังเดินได้หรือไม่ได้เราต้องดูแลตัวเอง”

♦ถึงตอนนี้ คิดว่าที่บ้านภูมิใจเราไหมที่เราสู้มาถึงจุดนี้?
นิ้ง – “คิดว่าเขาภูมิใจค่ะ แต่ที่บ้านนิ้งเป็นคนไม่พูด ตอนนี้โอเคกันแล้ว ต้องบอกก่อนว่าตอนเด็กนิ้งก็ดื้อด้วย ไม่ชอบเรียน แต่ชอบกิจกรรม นิ้งชอบดีไซน์ ชอบศิลปะ นิ้งไม่ใช่เด็กที่นั่งเรียนวิชาการได้ดีนัก นิ้งเลยติด 0 ติด ร. 30 ตัว ไม่ธรรมดาเลย ไม่เรียนเพราะมีปัญหาในโรงเรียน ถูกบูลลี่ ไม่อยากไปโรงเรียน แต่เราพูดไม่ได้มันเหมือนตัวตนเราก็ชัดด้วย
ที่บ้านเป็นครอบครัวที่มีกรอบค่อนข้างเยอะ อย่างนิ้งไประเบิดหู เจาะนู่น เจาะนี่ แม่ก็ไม่เข้าใจ แต่นิ้งรู้สึกว่าพวกนี้ไม่เกี่ยวกับตัวตนข้างในเราเลย นิ้งอาจจะดูลุกส์แบดๆ แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรไม่ดี ไม่เคยคิดร้ายกับใคร มันเป็นเพียงแค่ภาพลักษณ์ที่คนมองเข้ามาแล้วรู้สึกว่าคนนี้ไม่ธรรมดา”

♦ผลงานเรื่องที่สอง?
นิ้ง – “เรื่อง เคว้ง (The Stranded) ค่ะ ใน Netflix เป็นออริจินัลเรื่องแรกของประเทศไทย นิ้งได้มีโอกาสไปแคสต์แล้วก็เป็นบทที่นิ้งอยากเล่น ด้วยเราโตมากับหนัง X-Men นิ้งชอบแบบสตรองที่บังคับฟ้าบังคับฝนคืออยากมีพลังวิเศษ แล้วนิ้งได้บทแบบนั้นมา มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในชีวิต นิ้งเลยตั้งใจกับมันมาก”

♦ซีรีส์และภาพยนตร์ที่เราเล่น ทำไมได้แต่บทหนักๆ?
นิ้ง – “มันสนุกกับการที่ได้ทำ มันเครียดนะ พอบทหนัก มันมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก มีช่วงเวลาที่มืดมนบ้าง แต่ชีวิตนิ้งมันมืดกว่านั้นมากไงคะ นิ้งผ่านช่วงที่นิ้งจะกระโดดระเบียงมาแล้ว มันไม่น่ามีอะไรจะยากไปกว่านั้น นิ้งว่าช่วงที่อยู่มหาวิทยาลัยน่าจะเป็นช่วงที่มืดมนที่สุดในชีวิตช่วงนั้น เพราะอยู่หอคนเดียว มันฟุ้งมาก โดยเฉพาะช่วงกลางคืน และเป็นช่วงที่ไปเล่นละครมาแล้วก็กลับมาเป็นซึมเศร้า”
♦หลายคนบอกว่าเล่นละครแล้วดึงตัวเองออกมาไม่ได้ ทำให้กลายเป็นโรคซึมเศร้า จริงไหม?
นิ้ง – “ไม่ค่ะ นิ้งว่าเป็นจากสภาพแวดล้อมที่อยู่ นิ้งอาจจะเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่การเป็นตัวเองเป็นสิ่งที่ไม่ดี เหมือนเขาทำให้นิ้งรู้สึกแบบนั้น ว่านิ้งไม่ควรเป็นตัวของตัวเอง เป็นนางเอกไม่ควรนั่งแบบนี้ เป็นนางเอกห้ามทำแบบนั้นแบบนี้ เป็นนางเอกห้ามๆๆๆ เลยอึดอัด และรู้สึกว่าการเป็นตัวเองไม่ดี มันผิด แล้วเด็กที่ไม่ได้มีพื้นฐานทางจิตใจที่มั่นคง ไม่มีคนซัพพอร์ต ที่บ้านก็ไม่ยอมรับ ทุกที่ก็ไม่ยอมรับ เหมือนพื้นฐานทางบ้านไม่แข็งแรง พอมาเจอแบบนี้อีกก็เลยดาร์กมาก”

♦อะไรที่ทำให้แข็งแรงขึ้น?
นิ้ง – “ตัวเองค่ะ จุดที่ทำให้นิ้งดีขึ้นคือการได้รับโอกาสในที่ที่คนเห็นคุณค่าในสิ่งที่เราเป็น ตอนนั้นนิ้งมืดมนมาก อยู่ในภาวะซึมเศร้าหนักมาก มีโอกาสได้ไปทดลองถ่ายทำรายการ เป็นตากล้อง ทำซาวด์ตัดต่อ ลองทำเดโม่ให้เขาดูตอนหนึ่ง เขาเลยจะจ้างนิ้งเป็นฟรีแลนซ์ประจำ นิ้งเป็นโคโปดิวเซอร์ เป็นช่างภาพด้วย ตัดต่อด้วยทำทุกอย่าง เหมือนความคิดสร้างสรรค์ของนิ้งมีคนเห็นคุณค่า นิ้งไม่ต้องพยายามเป็นใคร (น้ำตาไหล) พอได้รับโอกาสนั้นเราก็เริ่มสนุก มีคนเชื่อในตัวเรา ได้คิดได้สร้าง รายการเราได้อยู่ในทีวี ก็ดีขึ้น นิ้งทำทั้งปีเลย ทำจนไม่ค่อยได้ไปมหาวิทยาลัย จนจบช้ากว่าเพื่อน”
♦ถามเรื่องป่วยเนื้องอกที่ก้านสมอง?
นิ้ง – “โอกาสที่จะเป็นน้อยมาก โอกาสที่จะหายอาจจะไม่มีร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่อาจจะอยู่กับมันได้ เนื้องอกที่นิ้งเป็น เป็นเนื้องอกที่ดี ไม่ใช่มะเร็ง ไม่ใช่เนื้อร้าย แต่อยู่ในตำแหน่งที่อันตรายที่สุดในร่างกาย คือก้านสมอง ควบคุมทุกอย่างในร่างกายเรา เส้นประสาทใหญ่สามเส้นพาดเนื้อก้อนนี้อยู่ มันเลยอันตรายมากในการจะผ่าสมอง แล้วมันโตขึ้น นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมเราปล่อยมันไว้ไม่ได้ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่มันโตจนไปเบียดเส้นสมอง นิ้งตื่นขึ้นมาอาจจะเป็นอัมพาตไปเลยได้

ตอนแรกวางแผนจะผ่าสองครั้ง รอบแรกเปิดท้ายทอยด้านขวา ปรากฏอันที่เอาออกไปเป็นเนื้อตรงกลาง ดังนั้นเนื้อที่เหลืออยู่มันเลยเป็นก้อนบนกับก้อนล่าง กลายเป็นสองก้อนเลย จะต้องเปิดแผลทั้งหมดสามรอบ แต่ถ้ามันไม่โตขึ้นหรือโตช้า นิ้งจะได้เวลาในการใช้ชีวิตไปอีกสักหน่อย เพราะการผ่ามันก็เสี่ยง ถ้าทิ้งไว้แล้วมันโตมันก็เสี่ยง ตอนนี้กำลังจะไปสแกนสมองหลังจากที่ใช้ชีวิตมาหนึ่งปีถ้วน นิ้งว่านิ้งมีระเบิดเวลาติดตัวอยู่ประมาณหนึ่ง”
♦ตอนที่รู้ เสียใจมากขนาดไหน?
นิ้ง – “ร้องไห้ประมาณ 10 นาทีเอง แล้วก็คิดว่าจะสั่งอะไรกินดี แล้วต้องมาแก้ไฟล์งานต่อ เพราะจะต้องไปออกบูธในงานแต่งของโปรดิวเซอร์ที่ทำ The Deadline วางแผนกันมาเดือนครึ่ง เนื้องอกจะหยุดฉันไม่ได้ การป่วยต้องไม่เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต เพราะชีวิตนิ้งแพลนมาขนาดนี้ มันเป็นใครจะมาหยุดนิ้งได้ แล้วมันมีทางเลือกเดียวนะคะ คือสู้กับมัน”

♦วางแผนชีวิตในวงการไว้ยังไงบ้าง?
นิ้ง – “อยากเป็นนักแสดงระดับโลกค่ะ เพราะนิ้งดูหนังมาตั้งแต่เด็ก ชอบกระบวนการถ่ายทำ นิ้งเคยไปเป็นสต๊าฟ Netflix ของหนังอเมริกา ได้เห็นเสื้อผ้าเขามีกี่ชุด สตันต์เขาเป็นแบบไหน นิ้งชอบเรื่องพวกนี้ ชอบเทคนิคของกล้อง ชอบอุปกรณ์ และนิ้งอยากอยู่ในโปรดักชั่นแบบนั้นที่ถ่ายสวยๆ นิ้งอยากอยู่ในสภาพแวดล้อมและคนที่ทำงานคราฟต์ ทุกคนมารวมกันสร้างสิ่งที่มหัศจรรย์
สำหรับนิ้งภาพยนตร์เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ นิ้งชอบอะไรพวกนี้เหลือเกิน นิ้งเลยอยากเป็นส่วนหนึ่งในสิ่งนั้นค่ะ”
อนงค์ จันทร