อยู่โยงวงการจะครบ 10 ปีแล้ว สำหรับ ‘เฌอปราง อารีย์กุล’ จากสมาชิกวงไอดอล “BNK48” สู่นักแสดงมากฝีมือ ที่ตอนนี้มีผลงานแสดงภาพยนตร์ “พนอ2” ที่กำลังเข้าโรงฉาย และซีรีส์ “วันทองไร้ใจ Loveless Heroine” ทาง TrueVisions NOW ที่รอคิวถ่ายทำ

วันนี้จังหวะดีได้มีโอกาสพูดคุยกับเธอ ถึงชีวิตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมล้วงลึกถึงสถานะหัวใจที่ไม่ได้ปิดกั้น แต่ยอมรับเป็นคนเรื่องเยอะ
♦ รีแคปชีวิตผู้หญิงที่ชื่อ ‘เฌอปราง’ จากวันที่เข้ามาในวงการจนถึงวันนี้?
เฌอปราง – “อยู่วงการมาจะครบ 10 ปีแล้วค่ะ ตกใจมากๆ เหมือนกัน เพราะไม่ได้เป็นวงการที่คิดว่าตัวเองจะได้เข้ามา ความที่เป็นอินโทรเวิร์ตมากๆ และชอบเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ตั้งใจอยากทำงานในห้องแล็บมากกว่า แต่ด้วยชอบศิลปิน AKB48 พอรู้ว่าที่เมืองไทยจะมี BNK48 ก็เลยขอลอง แล้วอาจจะด้วยภาพลักษณ์ที่เราพอจะถ่ายทอดออกไปได้ เลยได้รับเลือก ซึ่งเอ็นจอยมากๆ กับการได้ทำทุกอย่าง คิดว่าถ้าไม่ได้ทำ เฌอคงไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเองเร็วขนาดนี้และช่วยเหลืออะไรหลายๆ อย่างที่บ้านได้ นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากแฟนๆ ได้สำรวจตัวเองในมุมที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีมุมแบบนี้มาก่อน
ส่วนเรื่องการแสดงก็เป็นสิ่งที่ไม่คิดว่าตัวเองจะเข้าถึงได้ เฌอต้องผ่านมาหลายเรื่องกว่าจะเก็ตและสนุกกับมัน ตอนเล่นเรื่องแรกๆ ก็รู้สึกแหละว่ามันน่าสนใจที่เราได้เรียนรู้กับตัวเอง แต่พอได้เป็นตัวละคร มันทำให้เราได้เจอตัวเองในโหมดที่ตัวเองบวกกับบทแล้วออกมาเป็นตัวละคร เลยเป็นความไม่จำเจที่เฌอสนุกจะได้เรียนรู้มากกว่าที่คิด แต่สิ่งหนึ่งที่รู้สึกมากๆ คือประสบการณ์ตรงนี้ มันไม่มีทางได้เลยถ้าเฌอไม่ลงไป 100%

พนอเป็นเรื่องหนึ่งที่เคยคิดว่าฉันจะมีโอกาสได้เล่นอะไรแบบนี้ไหม ตัวละครไม่ได้ดีหรือร้าย มันเทาๆ เขาทำไม่ดีแต่มีเหตุผลว่าทำไมเขาถึงกลายเป็นแบบนั้น ตอนที่รู้ว่าได้ไปแคสต์เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ก็แบบจริงเหรอ แค่ได้ไปแคสต์ก็รู้สึกว้าวแล้ว ได้ไม่ได้ไม่เป็นไร ก็ทำเต็มที่ เพราะรู้ว่าเป็นหนังที่เป็นตำนานของคนไทยที่คนรู้จักตัวละครนี้ แล้วดันเป็นว่าเขาเลือกเรา ขอบคุณนะคะ เฌออยากเล่นอะไรแบบนี้จริงๆ
การแสดงเป็นพื้นที่เดียวที่เราสามารถทำในสิ่งที่เป็นการเอาชีวิตรอดหรือเป็นด้านมืดได้ ซึ่งบางทีมันอาจจะเป็นสิ่งที่ผิดและเราไม่ทำมันแน่นอนในชีวิตจริง แต่พอเป็นการแสดงเราทำมันได้โดยไม่ต้องกังวลอะไร”

♦ เรียกว่าเป็นคนที่ทำอะไรแล้วสุดในทุกเรื่อง?
เฌอปราง – “คือเราไม่รู้ว่าจะทำอะไรตั้งแต่เด็ก ก็เรียนตามระบบมาอย่างที่พ่อแม่บอก จนวันหนึ่งตั้งคำถามกับตัวเองว่าจะเอายังไงกับชีวิต เราก็ไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ ความเป็นคนที่ต้องเตรียมพร้อมทุกอย่าง แล้วพอสิ่งนี้ที่เราคาดการณ์ไม่ได้ ไม่ว่าจะกับตัวเองหรือคนรอบข้าง ก็เลยคิดว่างั้นสิ่งที่ต้องทำให้ดีที่สุดคือโมเมนต์ที่อยู่ตรงหน้าหรือเปล่า มันตกตะกอนมาเป็นแบบนั้น อย่าให้เกิดคำว่ารู้งี้…
ฉะนั้นทำอะไรก็ทำให้เต็มที่เท่าที่เราไหว ชีวิตช่วงหนึ่งเฌอก็สุดไปเลยเหมือนกัน ไม่ได้แคร์ร่างกาย ใช้เต็มที่ แต่พอถึงจุดหนึ่งเริ่มไม่ไหว การที่เราต้องฟื้นมันขึ้นมา เพราะร่างกายจะทำให้เราสามารถทำอะไรได้อีกหลากหลาย ถ้าเราอยู่ในลิมิตที่พอดี แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า สิ่งที่เราคุยกันในวันนี้มันคือตัวเราในวันนี้ มันอาจจะไม่เหมือนเราในเมื่อก่อน หรือในวันพรุ่งนี้ หรือในอีกสิบปีข้างหน้า บางทีเราอาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้
สุดท้ายเลยตกตะกอนที่คำว่าเราก็ทำให้ดีที่สุดในทุกเรื่อง แล้วหลายๆ อย่างเราก็ไม่รู้ว่าทำไปทำไม แต่หลายอย่างพิสูจน์กับเรามาแล้วเมื่อก่อนว่ามันกลับมามีประโยชน์ในวันใดวันหนึ่ง เช่นเราเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นเพราะชอบอนิเมะตั้งแต่ม.ต้น ซึ่งก็ไม่เคยคิดว่าทุกวันนี้ฉันจะได้อยู่ในแวดวงวงญี่ปุ่น-ไทยแบบ BNK48 แล้วมีโอกาสได้ใช้งานภาษาญี่ปุ่น มันกลายเป็นประโยชน์โดยที่เราไม่ได้คาดคิดไว้ล่วงหน้า
อันหนึ่งที่หลายคนพูดแล้วเราชอบมากคือการที่เราสะสมทักษะบางอย่างไว้เรื่อยๆ ในตัวเอง ถ้าไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงจนเกินไป ยังพอทำไหวก็ทำไป เพราะพอเก็บสะสมไว้แล้วมันได้เชื่อมกัน บางทีก็เป็นประโยชน์โดยที่เราไม่รู้ตัวเหมือนกัน”

♦ เรื่องเรียนที่ญี่ปุ่นตอนนี้ถึงไหนแล้ว?
เฌอปราง – “อีกประมาณ 3 เดือน ก็จะเก็บเครดิตหลักๆ ครบแล้วค่ะ แล้วก็จะบินกลับมาทำงานที่เมืองไทยเป็นหลัก เพราะมีซีรีส์ วันทองไร้ใจ เวอร์ชั่นที่มาจากเว็บตูน เท่าที่ได้อ่านมารู้สึกสนุกมาก อยากทำให้เต็มที่ แต่ขอเรียนให้จบก่อนค่ะ”
♦ ทึ่งอยู่นะ ที่บินไปเรียน แล้วกลับมาทำงาน?
เฌอปราง – “ไม่คิดว่าตัวเองต้องทำขนาดนี้เหมือนกัน ตอนแรกกะจะเรียนไปด้วยเที่ยวไปด้วย แต่กลายเป็นเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยเหมือนเดิม (หัวเราะ) ด้วยโอกาสที่เข้ามา ความน่าสนใจของโปรเจ็กต์ และผู้ใหญ่ยังยื่นโอกาสมาให้ ก็ไม่อยากปฏิเสธ แต่เรายังรักษาสุขภาพและมีความสุขกับชีวิตนะคะ แค่อาจจะไม่ค่อยบาลานซ์ในเรื่องความสัมพันธ์เท่าไหร่ เพราะเฌอไม่มีเวลาแบ่งไปให้สิ่งนั้น แค่รักษาความสัมพันธ์กับที่บ้านได้ ยังมีเวลากินข้าวกับที่บ้านได้ ยังไปเจอพ่อแม่ให้เยอะมาก เพื่อนฝูงที่ยังคงติดต่อเรามาก่อน เพราะพอเรายุ่งมากก็จะไม่ค่อยได้ติดต่อใครไป แต่จะรู้สึกดีใจมากๆ ที่เพื่อนยังติดต่อเรามา”

♦ เพื่อนๆ ชาวแก๊ง BNK48 ยังได้พูดคุยกันบ้างไหม?
เฌอปราง – “ยังได้พูดคุยกันบ้าง เห็นหลายๆ คนได้โปรเจ็กต์ใหญ่ๆ ก็ยินดีกับทุกคนมากๆ แต่เราจะบอกเสมอว่าถ้าใครมีอะไรให้ทักมานะ คืออาจจะเป็นมนุษย์ที่ไม่ค่อยได้ทักใครไป แต่รักและผูกพันกับทุกคนเสมอ ยังคอยเป็นกำลังใจให้ แต่เฌอเป็นประเภทแบบไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไรจากเราไหม เราก็ไม่กล้า ฉะนั้นมีอะไรบอกนะ ถ้าเราทำให้ได้เราก็จะช่วย”
♦ แล้วเรื่องความรักล่ะ?
เฌอปราง – “ไม่ปิดกั้น แต่ก็ไม่ได้เปิด ที่ผ่านมาเคยมีคนเข้ามาแล้ว แต่ในมุมเราคือยังไม่ใช่ ยังไม่ลงตัว มันก็เลยเป็นความยากกับเฌอเหมือนกัน จนต้องบอกตัวเองว่าแกไม่ต้องยากขนาดนี้ก็ได้นะ”

♦ บางคนไม่กล้าเข้ามา เพราะอาจจะรู้สึกว่าเฌอปรางเพียบพร้อมเกินไปหรือเปล่า?
เฌอปราง – “เฌอรู้ตัวเลยว่าตัวเองเป็นคนเยอะ แล้วก็เยอะกว่าที่ตัวเองคิดด้วยซ้ำ สิ่งที่ยากคือเราอยากอยู่กับคนที่เราสบายใจมากๆ ซึ่งมันยากมากที่เราจะสบายใจกับคนคนหนึ่ง คือเฌอเป็นคนคิดเยอะมาก ไม่ได้ปิดกั้นแต่ก็ยังไม่ได้เจอใครที่ว้าว! อีกอย่างผู้ชายไม่ค่อยกล้าเข้ามาด้วย เรามองตัวเองว่าบางจุดเป็นคนน่าเบื่อ ไลฟ์สไตล์ง่ายๆ กินชาอยู่บ้าน งานอดิเรกไม่ได้เยอะจนแทบจะไม่มี แค่ว่าชอบกินของอร่อย แล้วก็ไม่ชอบพูด ถ้าเป็นไปได้คือเข้าใจกันโดยที่เราไม่ต้องพูดได้ไหม ซึ่งยากมาก เพราะรู้ว่าทุกคนต้องการการสื่อสาร แต่เราแบบไม่ต้องสื่อสารได้ไหม สงบๆ (หัวเราะ)”

♦ ทำงานตั้งแต่เด็ก เคยรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ใช้ชีวิตความเป็นวัยรุ่นเต็มที่ไหม?
เฌอปราง – “ไม่นะคะ เราอาจจะเสียดายนิดหน่อยเรื่องที่ไม่ค่อยมีเวลา แต่ก็ไม่ได้เสียดายมากขนาดนั้น เพราะทุกอย่างเป็นสิ่งที่เราเลือกแล้ว แต่สุดท้ายเรายังมีเพื่อนเยอะกว่าที่คิด เพราะช่วงหนึ่งที่ตัวเองทำงานหนักมากๆ สิ่งที่หายไปเลยคือสังคมเพื่อนฝูง ถึงแม้เราจะเป็นอินโทรเวิร์ต แต่เราก็เอ็นจอยกับการเจอคนในระดับหนึ่ง”

♦ ทุกวันนี้ก็ยังมีงานเรื่อยๆ แทบไม่เคยหายหน้า?
เฌอปราง – “ตกใจตัวเองเหมือนกัน เพราะตอนแรกก็คิดว่าแล้วฉันจะมีงานอีกไหม ต้องขอบคุณมากๆ ที่เห็นศักยภาพเห็นอะไรบางอย่างในตัวเฌอเสมอ เฌอได้ประสบการณ์ใหม่ๆ เยอะมาก เฌอยังอยากอยู่ในพื้นที่การแสดงให้ได้นานๆ พอมีโอกาสได้เจอนักแสดงอาวุโสหลายๆ ท่านก็รู้สึกว่า ถ้าเราอายุเท่านั้นแล้วยังได้แอ๊กทีฟอยู่คงจะดีเนอะ ก็จะพยายามใช้ชีวิตให้มีความสุข และไม่ฝืนตัวเองเกินไปค่ะ”
จิรณัฏฐ์ จงประสพมงคล