เริ่มอ่อมแก่! ตี๋ ธนพล เผยความหมายชีวิต ในวัย 32 โฟกัสตัวเอง ซึ้งรสพระธรรม หากหมดห่วงหน้าที่รับผิดชอบครอบครัว อยากบวชอีกครั้ง มุ่งนิพพาน หลุดพ้นสังสารวัฏ
นักแสดงหนุ่ม “ตี๋ ธนพล” เปิดใจในงาน “Love Like A Bike Final EP” ชวนแฟนๆ ชมตอนจบซีรีส์ “Love Like A Bike ปั่นไปให้ถึงรัก” ณ Phenix Auditorium Hall (ชั้น G โครงการฟีนิกซ์ ประตูน้ำ) ถึงบทบาทที่ท้าทายจิตใจ ปมแผลตัวละครทำให้เติบโตทางความคิดและการแสดง

พร้อมเผยความสุขวันนี้คือการโฟกัสตัวเอง รักตัวเองและคนรอบข้างอย่างสมดุล พร้อมย้ำชัดธรรมะคือคำตอบ หากถึงเวลาหมดห่วงหน้าที่รับผิดชอบเรื่องครอบครัว อยากหันหน้าสู่เส้นทางสงบ ขอบวชอีกครั้ง มุ่งนิพพาน ไม่ขอเวียนว่ายกลับมาเกิดอีกต่อไป
หลายคนแซวว่าในเรื่องนี้ตี๋ติดสกินชิพมาก? “ตัวจริงก็สกินชิพครับ แฟนๆ ตี๋จะรู้อยู่แล้วว่าตี๋ติดสกินชิพมากๆ เลยครับ เขาก็แปลกใจที่มารับเล่นบทนี้ เพราะบทนี้กลัวการสัมผัส เขาเลยแซวว่า กลัวสัมผัสกี่โมง (หัวเราะ) ตี๋ก็ไปทำการบ้าน ใช้เวลานานเหมือนกันกว่าจะเข้าใจความรู้สึกตัวละครเกือบ 3 เดือน เพราะตี๋เอาความคิดของตัวเองไปคิดแทนตัวละครว่า เราจะไปกลัวทำไม เจอเรื่องราวแบบนี้เดี๋ยวมันก็ผ่านไปได้ แต่ว่าจริงๆ แล้วเราต้องคิดเหมือนตัวละครเลย
พอตี๋ได้ลงลึกทำการบ้านเข้าใจคาแร็กเตอร์ตัวละคร ความคิดเปลี่ยนเลยนะ คือในเรื่องพ่อแม่เลิกกันแล้วบังคับเลือกว่าจะอยู่กับใคร แล้วดันไปเจอพ่อเลี้ยงที่ sexual harassment เลยกลายเป็นแผลในใจ เวลาถูกจับตัวจะรู้สึกแย่มาก เราก็ไปทำการบ้านมาจนทำให้เรารู้สึกได้ถึงมัน เวลาเล่นเป็นสายลมเวลาจะถูกจับจะนึกถึงอดีตที่เจ็บปวด ก็ขอบคุณเรื่องนี้ที่ทำให้เราได้ของใหม่ๆ เก็บไว้เป็นวัตถุดิบในการแสดงต่อไป
เล่นกับพี่มาสุได้รู้ถึงวิธีการทำงาน พี่มาสุก็ทำงานในสายละครมาค่อนข้างเยอะ เวลาเข้าคู่กันเราก็จะแลกเปลี่ยนทัศนคติในการแสดง เราก็มีการปรึกษาหารือกัน ทำตัวละครมาให้แมตช์ชิ่งกัน”

“เรื่องนี้เลิฟซีนดุสุดตั้งแต่ตี๋รับเล่นซีรีส์มา ได้ชาเลนจ์จิตใจตัวเอง(หัวเราะ) เพราะว่าจริงๆ แล้วตี๋เป็นคนขี้อายมาก ทุกคนเห็นว่าเราติดสกินชิพ แกล้งคนอื่นเข้าใกล้คนอื่นเป็นเรื่องธรรมดาแต่กลายเป็นว่าพอเราต้องเข้าไปเล่นเลิฟซีนจริงๆ ตี๋เป็นคนขี้อายมาก เราจะต้องโชว์ท่อนบนที่เราไม่มั่นใจ คือถ้าเราหุ่นดีเราก็กล้าโชว์ไง ก็เลยไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้เปิดโลกของตี๋เหมือนกันเราเป็นนักแสดงเราก็ทำได้ ในเมื่อเลิฟซีนมันอยู่ในฉากของความฝันมันรักกัน เราก็สามารถถ่ายทอดออกไปได้”
“เป็นเรื่องแรกที่พี่มาสุเขาเล่นซีรีส์วาย แต่ถ้าเรื่องของการแสดงเขาช่ำชองจริงๆ เป็นปูชนียบุคคลที่ทำให้การแสดงของเราง่ายมากๆ ด้วยความที่เราทั้งคู่ก็มีประสบการณ์มาพอเข้าคู่กันมันทำให้ทุกอย่างผ่านไปง่าย ไม่ต้องเล่นกันหลายรอบ ฮุกเดียวอยู่หมัด”

เป็นคู่จิ้น ตี๋-มาสุ คู่ใหม่ในวงการแล้ว?
“ก็ลองชิมดูครับ(ยิ้ม) ดีใจครับ ผลงานที่เราตั้งใจทำมีคนชื่นชอบ ชื่นชมในทุกๆ ตัวละคร ตี๋ว่าเรื่องนี้ทุกคนเล่นออกมาดีมากๆ ไม่ใช่แค่คู่ของตี๋-มาสุ มีอีกสองคู่ ต้า-อัส, แดนนี่-วิน น้องเล่นถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละครออกมาได้ดี ใครดูก็จะรู้สึกอินไปตามเรื่องตามบท สงสารตัวละครไปด้วยรู้สึกอยากเอาใจช่วย หรือว่าบางคนที่เจอแผลใจแบบนี้ ถึงแม้ว่าในชีวิตจริงเราอาจจะยังไม่ได้มีใครอยู่ข้างๆ แต่ว่าพอดูซีรีส์เรื่องนี้ เราอยากมีคนๆ นี้อยู่ข้างๆ หรือว่าดูแล้วรู้สึกอุ่นใจที่อย่างน้อยเราก็อยากเจอความรักที่ดีแบบนี้บ้าง”
ทำไมถึงรู้สึกว่าตัวเองอ่อมแก่ ?
“เราก็ 32 แล้วนะ อ่อมแก่มากแล้วจริงๆ ถ้าเราไม่ได้มีภารกิจอะไร ไม่ได้ติดอะไร ตี๋ก็จะกลับบ้านไปจอยกับหลานที่บ้าน ก็จะพาหลานไปเที่ยวเล่นน้ำ แต่รู้ตัวเองเลยว่าช่วงปีหลังๆ ตัวเองจะไม่ค่อยได้อยู่บนหลังรถเล่นน้ำ หรือไปเที่ยวอะไรแล้ว ก็จะอยู่ด้านหน้าในรถกลัวหนาว กลัวเปียก(หัวเราะ) แต่ว่ามันก็จะมีวันที่เราปล่อยจอย ถ้าเปียกก็เปียกมาเลย เต็มที่เลย แต่ก็เข้าใจคำว่าอ่อมแก่แล้ว แต่ถ้าใครมาแกล้งตี๋ ตี๋แกล้งกลับแน่นอน เจอแบบสาดน้ำกลับแน่”
“ปีนี้ได้อยู่กับตัวเอง ที่ผ่านมาเราทำงานหนักติดกันหลายเดือนหลายจ๊อบ เรามีภาระรับผิดชอบหลายเรื่อง แต่ว่าพอเราได้วันพักหยุดยาว ก็อยากจะมอบเวลาอันสำคัญนี้ให้กับตัวเองได้พักผ่อน มันดีครับ เพราะว่าพอเราทำงานเยอะๆ อายุขนาดนี้ หมายถึงว่าถ้าเราเด็กกว่านี้ เราทำงานเท่านี้เราอาจจะพักผ่อนแป๊บเดียวเดี๋ยวก็หาย แต่พอเราอายุเยอะขึ้น ต้องใช้เวลาพักผ่อนที่มากขึ้นเหมือนกัน บางทีร่างกายสังขารมันก็ไม่ค่อยเที่ยงเท่าไหร่(หัวเราะ)”

เหมือนเข้าใจชีวิต เริ่มปลง ไปทางธรรมแล้ว?
“จริงๆ มาทางธรรมอยู่แล้ว ตี๋บวชตอนเบญจเพส พอบวชก็เลยซึ้งในรสพระธรรม แต่ตอนแรกไม่เข้าใจธรรมะเลยนะ รู้สึกต่อต้านด้วยซ้ำ แต่กลายเป็นว่าพอเราได้บวช ได้เห็นถึงธรรมชาติ เห็นถึงธรรมจริงๆ ได้โฟกัสตัวเอง ธรรมะก็คือการให้โฟกัสตัวเอง ไม่ให้ไปโฟกัสคนอื่น พอเราโฟกัสตัวเองแล้วรู้สึกว่าใจสงบลง ทำให้เรามองโลกผ่อนคลาย ธรรมะทำให้จิตใจตี๋สงบจริงๆ รู้สึกดีมากครับ
ในชีวิตประจำวันเรามีสิ่งเร้าที่พุ่งเข้ามาเร็วมาก เราใช้ความเข้าใจครับ เข้าใจในสิ่งที่เขาทำ บางทีปัญหาที่เกิดขึ้นมันเกิดจากการที่เราไม่ได้เข้าใจกันจริงๆ ปากอาจจะบอกว่าเข้าใจแต่ว่าความรู้สึกเราไม่ได้เข้าใจเขาจริงๆ แต่ถ้าเราเข้าใจเขาจริงๆ บางทีการให้อภัย หรือว่าไม่ได้รู้สึกอะไรกับสิ่งที่มันเกิดขึ้น มองโลกในแง่ดีไปทางบวกด้วยซ้ำ มันทำให้เราใช้ชีวิตได้ดีขึ้นมากจริงๆ”
เวลาเจอคอมเมนต์ในทางลบมีวิธีจัดการรับมือยังไง?
“เรียกได้ว่ากรอง เวลาเจอสิ่งลบก็เอามากรอง เราเอาสิ่งที่เป็นแก่นที่เขาพูดจริงๆ เอามาปรับใช้ ส่วนที่เป็นความรู้สึกที่มันแย่ ถามว่าเรารู้สึกไหม เราเป็นคนก็รู้สึกอยู่แล้ว แต่ว่าเราจะทำให้ความรู้สึกนั้นหายไปได้เร็ว เพราะเอาแค่แก่น เราจะเรียนรู้แล้วเติบโต เราไม่ได้รู้สึกแล้วถอยหลัง ถ้าเรารู้สึกแย่แปลว่าเราเท่ากับแล้วถอยหลัง แต่ของตี๋คือพัฒนาก้าวต่อไป เราต้องกรองเอาความรู้ที่เป็นแก่นมาเป็นการพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวต่อไป เพราะฉะนั้นเราจะไม่จมอยู่กับความรู้สึก เราจะก้าวไปอยู่ในจุดที่ดีขึ้นข้างหน้าดีกว่า”
ซึ้งในรสพระธรรมขนาดนี้อยากจะบวชอีกรอบไหม?
“อยากมากๆ ครับ ถ้ามีโอกาสก็อยากบวชอยู่แล้วครับ จริงๆ เคยพูดไว้หลายๆ รายการ ถ้าเราส่งพ่อแม่เราเสร็จ มันเป็นเวลาของเราแล้ว เราก็อยากจะทำในสิ่งที่เราอยากทำ แต่ ณ วันนี้เราทำในสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบ ตี๋ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่มีหน้าที่อยู่ เรารับผิดชอบหน้าที่ของเราให้เสร็จ หลังจากนั้นมันก็จะเป็นชีวิตของเราร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ก็อยากทำอะไรตามใจเราเลย
ความสงบมันตอบโจทย์เรา วันนี้คำตอบมันก็ยังชัดเจนว่าสิ่งนี้ มันคือสิ่งที่สงบในจิตใจเรา เราลองมาทุกทางแล้ว สุดท้ายคำตอบมันก็ไม่สงบ สิ่งที่สงบที่สุดก็คือธรรมะ มันทำให้เรารู้สึกว่าเราจะหนีไปให้ตายสุดท้ายมันก็มาจบที่นี่อยู่ดี”
“สำหรับเรื่องข่าววงการพระไม่ค่อยดี มันเป็นเรื่องของคนบุคคลนั้น การศึกษาธรรมะเพื่อใช้กับตัวเอง แต่ไม่ได้ใช้เพื่อเอาไปมองคนอื่น แต่ถ้าโฟกัสมองคนอื่นแสดงว่าเรายังไม่หลุด เพราะเราเอาจิตตัวเองไปผูกอยู่กับคนอื่นอยู่ ถ้าเราจะหลุดหรือว่าสงบได้จริงๆ สงบจากใจตัวเอง ไม่ใช่สงบเพราะว่าคนอื่นทำให้สงบ เราต้องสงบเพราะบังคับใจตัวเองได้ เขาเลยมีคำว่าชนะคนอื่นเป็นร้อยเป็นพัน ไม่เท่ากับชนะใจตัวเอง หมายความว่าถ้าจิตใจเราสงบ คนอื่นจะวุ่นวายให้ตายยังไง ถ้าใจเราสงบมันคือจบ”
“ที่บอกว่าจะบวชตลอดชีวิต เพราะรู้สึกว่ามันเป็นทางเดียวที่ไปแล้วรอด (คือนิพพาน?) ใช่ เพราะทางอื่นไม่รอด ไม่อยากกลับมาเวียนว่ายมาเกิดอีกแล้ว สมมุติว่าถ้าเกิดใหม่แล้วต้องมาเริ่มต้นหาความรู้ใหม่อีก มารู้สึกดี รู้สึกแย่ รู้สึกรัก โลภ โกรธ หลง มันเหนื่อยนะ ความรักก็ใช้พลัง โลภโกรธก็ใช้พลัง เกลียดก็ใช้พลัง
มันมาพร้อมกับความเหนื่อย ถึงแม้จะมีความสนุกด้วย มันเหมือนเราเล่นออกกำลังกาย มันเหนื่อยนะแต่ว่าได้กล้าม เท่ มีความสุข แต่ว่ากว่าจะได้มาก็เหนื่อย ซื้อรถมาดีใจได้รถใหม่รถสวยป้ายแดง แต่ว่าพอโดนขูดปุ๊บทุกข์เลย ไม่อยากจะอารมณ์สวิงอย่างนี้อีกแล้ว อยากอยู่ในจุดที่ไม่มีอะไรพวกนี้อีกแล้ว (หลุดไปจากสังสารวัฏ?) ใช่ มันเป็นสิ่งที่สงบที่สุด เราคิดว่าจุดนี้เป็นสิ่งที่รอดจริงๆ”

ความหมาย ความสุขในชีวิตวัย 32 สำหรับตี๋คืออะไร?
“การโฟกัสตัวเองครับ ไม่ได้แปลว่าโฟกัสแต่ตัวเองนะ โฟกัสตัวเองที่เรายังอยู่กับทุกคนได้ และตัวเองก็ต้องปลอดภัยด้วย เรารักคนอื่นได้ เราก็ต้องรักตัวเองได้ เรารักตัวเองได้เราก็ต้องรักคนอื่นได้ด้วยเหมือนกัน มันกลับกันถ้ารักแต่คนอื่นไม่รักตัวเอง เราก็แย่ ถ้ารักแต่ตัวเองแล้วไม่รักคนอื่น สังคมก็จะไม่เอาเรา เพราะฉะนั้นมันต้องทั้งรักตัวเองและรักคนอื่น แล้วเราก็โฟกัสใช้ชีวิตตัวเองให้ดีนี่แหละคือสิ่งที่เราเรียนรู้ในวัย 32 ครับ”.