เป็น 1 ใน 3 ผู้กำกับฯ ภาพยนตร์ “โกฮัง..หัวใจโกโฮม” ของค่าย GDH พร้อมพ่วงตำแหน่งโปรดิวเซอร์ร่วมกับ วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ สำหรับ ‘บาส พูนพิริยะ’ หรือ ‘บาส’ นัฐวุฒิ พูนพิริยะ
โดยวันนี้เจ้าตัวได้มาเล่าเบื้องหลังภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว

♦จุดเริ่มต้นภาพยนตร์ “โกฮัง..หัวใจโกโฮม”?
บาส – “เริ่มจากที่เราเลี้ยงน้องหมาแล้วอินหนักขึ้น มีประโยคบางอย่างที่อยากพูดเกี่ยวกับน้องและพูดแทนน้องๆ เก็บเอาเรื่องนี้มาคุยกับพี่วัน (วรรณฤดี) ที่เป็นโปรดิวเซอร์ หลังทำงานด้วยกันมา 10 ปีเพิ่งรู้ว่าพี่วันก็อินน้องหมามากเหมือนกัน เลยบิลด์ว่าลองหาโปรเจ็กต์มาทำกันดีไหม จับพลัดจับผลูไปชวนหมู (ชยนพ) อัตต้า (อัตตา) มาทำ พี่วันก็คิดไอเดียว่าทำเป็นหมา 3 ช่วงวัย ใช้ผู้กำกับฯ 3 คน ซึ่งทำให้หนังมีมิติที่กว้างขึ้น”

♦แต่ละพาร์ตมีมู้ดที่ต่างกัน?
บาส – “รสมือผู้กำกับฯที่ต่างกัน แต่สุดท้ายเป็นเมนูเดียวกัน พาร์ตแรกหมูกำกับฯ พาร์ตต่อมาคือผม และพาร์ตสุดท้ายคืออัตต้า ต่างคนไปคิดเรื่องราวที่ตัวเองสนใจ สุดท้ายกลายเป็นว่าเรื่องของหมูเหมาะกับน้องหมาวัยเด็ก เรื่องผมเหมาะกับน้องหมาวัยรุ่น เรื่องอัตต้าเหมาะกับน้องหมาวัยแก่ เลยเป็นการจัดสรรและเรียงลำดับกันอย่างธรรมชาติ”

♦แคสต์นักแสดงที่เป็นคนกับนักแสดงที่เป็นน้องหมา อันไหนยากกว่ากัน?
บาส – “ยากคนละแบบ แคสต์น้องหมาเนี่ย พอเราตั้งต้นด้วยเจ้าหิมะ (หมาวัยแก่) หมาจรที่ผมมีโอกาสรับเคสไปช่วยมาก่อน หลังส่งแอดมิตรักษาไปได้ระยะหนึ่ง ซึ่งเป็นช่วงกำลังพัฒนาบทเรื่องนี้พอดี ผมก็ส่งรูปให้คนในกรุ๊ปดูว่าช่วยหมาตัวนี้มา หน้าตาคล้ายกับที่คิดไว้ในบท ทุกคนเริ่มอิน สุดท้ายพอน้องหายดีแข็งแรงเลยคุยกันว่าหรือจะใช้หิมะเป็นต้นแบบของคาแร็กเตอร์ พอพี่วันกับอัตต้าที่เป็นคนรับผิดชอบพาร์ตแก่ไปดูก็ตกหลุมรักหิมะ กลายเป็นว่าความยากของการแคสต์น้องหมาคือการหาหมาหนุ่มและหมาเด็กที่หน้าตาเหมือนกัน

หิมะมีความเป็นกล่องจุ่มตัวซีเครตนิดนึง ตัวขาวจมูกชมพู เลยยากในการหาตัวอื่นๆ แล้วความตลกคือผมเป็นคนช่วยหิมะ แต่หิมะไปเล่นตอนของอัตต้า ส่วนมีโชคที่จะเล่นในตอนของผม อัตต้าเป็นคนช่วยหาจากติ๊กต็อก ส่วนตอนที่ยากที่สุดน่าจะเป็นตอนของหมู เพราะนอกจากต้องหาหมาสีขาวจมูกชมพูแล้ว ต้องเป็นวัย 2 เดือนในตอนถ่ายด้วย เหมือนต้องรอให้โค้งสุดท้ายจริงๆ แล้วถึงจะเลือกว่าตัวไหนเหมาะ ซึ่งก็เป็นความโชคดีซ้ำซ้อน เพราะตอนเจอโคริ น้องเป็นหมาจรที่เกิดจากคอกหมาจรที่แม่ตาย แล้วมีทีมอาสาชาวต่างชาติ (The Adoptable Puppy Cafe) ไปช่วยทั้งคอก เจ้าโคริตอนนั้นอายุเดือนนึง ผมก็ส่งให้หมูดู ด้วยวัยที่เหมาะสมรูปลักษณ์ที่ใช่ก็ต้องเป็นเจ้าโคริแล้วล่ะ ส่วนการแคสต์คนเป็นการแคสต์การแสดงที่ใช่กับบทมากกว่า”

♦การกำกับฯน้องหมา?
บาส – “สิ่งที่หนังแต่ละตอนเรียกร้องไม่เหมือนกัน อย่างตอนหมาเด็กแทบไม่ต้องฝึกอะไร ให้เขาเป็นเขา หมูจะเขียนบทให้เป็นโมเมนต์น่ารักๆ ของนักแสดงมนุษย์ที่อยู่กับหมาเด็ก ส่วนตอนของผมจะซับซ้อนขึ้นมาหน่อย พอเป็นหมาโตและเป็นเหมือนหนังผจญภัยนิดนึงจะมีซีนที่เรียกร้องการแสดง และจังหวะจะโคนประมาณหนึ่ง ซึ่งโชคดีที่เจ้ามีโชคเป็นหมาวัยรุ่นแข็งแรงทั้งกายและใจ ค่อนข้างฉลาด สอนทริกอะไรทำได้ดี
ส่วนตอนของอัตต้าจะซับซ้อนหน่อย เพราะหิมะแก่แล้ว ฝึกได้พื้นฐานประมาณหนึ่ง ตั้งแต่ผู้กำกับฯยันทีมอื่นๆ ในฐานะมนุษย์ต้องปรับตัวเข้าหาเขาแทน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราตกลงกันตั้งแต่แรกว่าเราจะทำงานโดยคิดถึงน้องให้มากที่สุด แล้วพี่วันย้ำว่าอะไรที่น้องทำไม่ได้อย่าฝืน เราเองที่เป็นฝ่ายต้องปรับตัว เลยกลายเป็นมายด์เซ็ตที่ผู้กำกับฯทั้ง 3 คนทดไว้ในใจ”

♦นักแสดงในแต่ละพาร์ตใครเป็นคนเลือก?
บาส – “เราจะให้ผู้กำกับฯใช้สัญชาตญาณในการเลือก แต่จะมีการโยนไอเดียกันว่าใครเหมาะไม่เหมาะ แล้วเรื่องตลกมากที่ว่าจริงๆ สตอรี่พาร์ตแรกที่หมูกำกับฯ จุดตั้งต้นไอเดียที่เป็นคนญี่ปุ่นที่ศรีราชาแล้วเจอน้องหมามาจากผม ผมชอบวัฒนธรรมหมาหน้าเซเว่น เป็นอะไรที่น่ารักและไทยคัลเจอร์เลย แล้วคนญี่ปุ่นจะเครซี่วัฒนธรรมนี้มาก กลายเป็นซอฟต์พาวเวอร์ที่นึกไม่ถึง ตอนแรกผมกะจะทำเรื่องนี้ ส่วนหมูไปคิดมาอีกเรื่องเกี่ยวกับตัวละครที่ไปเจอน้องหมาในสถานการณ์ที่มีความดรามาติกและทริลเลอร์นิดหน่อย กลายเป็นเราชอบไอเดียหมู สุดท้ายเลยบอกหมูว่าพี่ขอสลับเรื่องเถอะ (หัวเราะ) แล้วโคตรโชคดีที่สลับ เพราะถ้าผมทำ ไม่มีทางที่จะดีได้เท่าที่หมูทำ ด้วยรสมือและความเป็นตัวเขามันเป็นตอนเปิดที่สุดจะเพอร์เฟ็กต์

ในส่วนพาร์ตเรา พอได้ก้อนไอเดียมาจากหมูก็เอามาผสมกับประสบการณ์ส่วนตัว ผมเป็นมือใหม่ในการเลี้ยงหมา เพิ่งเลี้ยงมา 5-6 ปี พอเริ่มอินมากขึ้นเริ่มรับเคสช่วยหมามันเกิดปัญหาเริ่มล้นมือในการใช้ชีวิต นำมาสู่การเปิดรับสิ่งใหม่ มีแม่บ้านมาช่วยดูหมาที่บ้านระหว่างที่เราออกไปทำงาน ซึ่งก็ได้ น้ำชา น้องแม่บ้านชาวเมียนมา เรามารู้หลังจากนั้นว่าน้ำชาโตมากับบ้านที่เลี้ยงหมา บ้านที่พม่าแม่เขาเลี้ยงหมาเยอะมาก หน้าที่การดูแลน้องหมาเขาเลยทำได้อย่างธรรมชาติและมีความสุข ภาพนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เราเหมือนกัน
จากก้อนไอเดียของหมูผสมตัวละครในชีวิตจริงของเรากลายเป็นตอนของเรา ได้นักแสดงชาวเมียนมาชื่อน้องพิ้งกี้ ปู มามี ตา มารับบท น้ำชา ซึ่งก็ได้น้องน้ำชาแม่บ้านตัวจริงช่วยแนะนำ คุณพิ้งกี้เป็นไอจีแรกที่เขาเปิดและส่งมาให้ดู ตอนนั้นพยายามติดต่อมาแคสต์ แต่เขาไม่ตอบ เกือบเลือกคนอื่นแล้ว แต่มันคาใจ เพราะในไอจีน้องพิ้งกี้เลี้ยงหมาเหมือนกัน เราเห็นอะไรบางอย่างในดวงตาเขาจากภาพถ่าย สุดท้ายเลยตั้งใจเขียนจดหมายส่งดีเอ็มไปให้เขา เขาตัดสินใจตอบกลับ หลังไปเช็กมาแล้วว่าเราเป็นผู้กำกับฯจริงๆ ไม่ใช่มิจฉาชีพ (หัวเราะ) ส่วนพาร์ตสุดท้ายที่เป็นเจ้านาย (จินเจษฎ์) กับตู (ต้นตะวัน) ให้อัตต้าเป็นคนตัดสินใจเลือก พอได้ดูเทปแคสต์ก็ดีจริง ดีแบบเซอร์ไพรส์ เพราะเรามักเห็นเจ้านายในบทที่เข้มข้นดราม่า พอมาเจอเขาในโหมดตะมุตะมิที่คนอื่นไม่เคยเห็น แล้วเป็นธรรมชาติด้วย”

♦ภาพยนตร์ “โกฮัง หัวใจโกโฮม” ให้อะไรกับคนดูที่ไม่ใช่แค่คนที่รักหมา แต่สะท้อนไปถึงคนที่ไม่ได้อินกับเรื่องนี้ด้วย?
บาส – “ผมมองว่าคนรักหมาน่าจะรู้สึกอินได้โดยง่าย แต่สำหรับคนที่ไม่เคยเลี้ยงหมาเลย ก็หวังว่าจะทำให้มองเห็นชีวิตเล็กๆ รอบตัวมากขึ้น ไม่ต้องเป็นหมาก็ได้ ไม่ว่าจะแมวจร นก หนู งูได้หมด แค่รู้สึกว่าโลกใบนี้ไม่ใช่แค่ของมนุษย์อย่างเดียว แต่เป็นพื้นที่อันยิ่งใหญ่ที่ควรจะแชร์ให้สิ่งมีชีวิตอย่างอื่นที่เขาก็คู่ควรกับมัน”