โลดโผนโจนทะยานอยู่ในวงการบันเทิงไทยมากว่า 20 ปี สำหรับนักร้อง นักแสดงหนุ่มวัย 37 ปี ‘ไมค์’ พิรัชต์ นิธิไพศาลกุล ผ่านประสบการณ์ร้อนหนาว ทั้งดำดิ่งและขึ้นสู่ที่สูง รวมถึงการตัดสินใจ กระโจนเข้าสู่วงการบันเทิงจีน โดยวันนี้เจ้าตัวได้มาเปลือยชีวิตที่ผ่านมาให้ฟัง
★ โด่งดังมาตั้งแต่เด็ก ตอนนั้นรู้สึกว่าใช้ชีวิตยากไหม?
ไมค์ – “เป็นช่วงวัยรุ่นทั่วไป พอเริ่มดังเราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ในช่วงนั้นไปเที่ยวไปเล่นกับเพื่อนต่างๆ นานา แต่ไม่ค่อยได้ออกไปใช้ชีวิตเท่าไหร่ เพราะผมเป็นอินโทรเวิร์ตตั้งแต่เด็ก”

★ การเป็นอินโทรเวิร์ตมีผลกับการเป็นศิลปินหรือนักแสดงไหม?
ไมค์ – “มีผล ตอนนั้นเป็นศิลปินดูโอ้คู่กับพี่ชาย กอล์ฟ (พิชญะ) ในนาม Golf-Mike พี่ชายก็อีกคาแร็กเตอร์หนึ่ง เขาเป็นเอ็กซ์โทรเวิร์ต เข้าถึงง่าย แต่ผมเป็นอินโทรเวิร์ตที่มีเสียงในหัวอยู่ตลอดเวลาว่าอย่ามายุ่งอย่ามาคุย แต่ระหว่างนั้นก็ยิ้มนะ รู้สึกว่า อ่ะ…คุยก็คุย พอโตขึ้นเราเปลี่ยนจากอินโทรเวิร์ตเป็นเอ็กซ์โทรเวิร์ต แต่ก็ยังมีตัวอินโทรเวิร์ตอยู่ข้างใน ซึ่งตอนนี้ผมพยายามปรับตัวให้เป็นเอ็กซ์โทรเวิร์ตอยู่”

★ อะไรที่ทำให้รู้สึกว่าต้องปรับตัว?
ไมค์ – “ไม่มีอะไรเลย แค่ตื่นมาวันนึงแล้วรู้สึกว่าผมอยากเป็นเอ็กซ์โทรเวิร์ต ลองดูก็ไม่เสียหาย เราเกิดมาชีวิตหนึ่งจะเป็นอินโทรเวิร์ตไปทั้งชีวิตมันน่าเบื่อตายเลย ก็ลองเป็นเอ็กซ์โทรเวิร์ตบ้าง ออกไปข้างนอกบ้าง เจอผู้คนบ้าง เราอาจจะได้เห็นอีกมุมมองของโลกก็ได้ เห็นให้มันหมดๆ สิ มันมีอะไรในโลกนี้บ้าง เราจะอยู่แค่ในโลกของตัวเองเหรอ”
★ ชีวิตเหมือนรถไฟเหาะ?
ไมค์ – “จริงๆ ชีวิตผมเหมือนโรลเลอร์ โคสเตอร์ มีแบบขึ้นช้าๆ พอลงก็ลงเร็วเลย ปกติผมเวลาลงไม่ค่อยมีแบบลงเบาๆ จะลงแบบกระแทก มันเป็นเวฟของรถไฟเหาะที่ไม่ค่อยหวือหวามาก ตอนนี้เหมือนเราเป็นคนคอนโทรลสปีดก็จะหนืดๆ แต่เมื่อก่อนมันขึ้นลงเร็ว มันหวือหวาดี ก็เหมือนกับคนที่ผ่านการขึ้นลงมาเยอะ เราค่อนข้างชินกับความสูงระดับนี้ที่มันจะลง เวลาขึ้นเราก็ต้องเตรียมตัวลง เวลาลงเราก็เตรียมตัวขึ้น มันคิดได้สองด้านเสมอ”

★ ครั้งแรกที่ลง รู้สึกยังไง?
ไมค์ – “เอาจริงๆ ตอนนั้นผมสตรองกว่าตอนนี้ ยิ่งวัยเด็ก เรายิ่งคิดน้อย ตอนนี้ผมพยายามเอาตัวผมเองในสมัยก่อนกลับมา เพราะมายด์เซ็ตในสมัยก่อนทำให้ผมอยู่รอดมาได้ มันคือมายด์เซ็ตที่เชื่อมั่น ไม่ยอมแพ้ ไม่เคยท้อ เป็นมายด์เซ็ตเชิงบวกมาก เราเจอทางตันก็เลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวาสิ เราจะตันอยู่ตรงนี้เหรอ ถ้าที่ใดที่หนึ่งหรือประเทศใดประเทศหนึ่งไม่ยอมรับเรา ไม่โอเคกับเรา ก็ไม่เป็นไร ก็หาเวย์อื่นก่อน
ตอนนั้นผมยังมีโลจิก (Logic) นี้อยู่ มันค่อยพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุ คนบอกว่าอาชีพผมสุดปลายทางแล้ว ต้องไปทำอย่างอื่นแล้ว แต่ผมยังเชื่อตัวเองอยู่ว่า ผมยังอยู่ตรงนี้ได้อยู่ ก็เลยทำต่อไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ดีขึ้นเรื่อยๆ และดีกว่าเดิม แล้วพอมันลงปุ๊บ เวลาขึ้นมันก็ขึ้นสูงกว่าเดิม เวลาลงเดี๋ยวมันก็ขึ้น เหมือนกราฟหุ้น ถ้าเราเรียนรู้ที่จะคอนโทรลและอยู่กับมันให้ได้ ตอนที่คุณอยู่สูงคุณก็แค่ทำตัวให้มัน Humble (ถ่อมตน) เข้าไว้ อย่าคิดว่าตัวเองสูง

ผมผ่านจุดนั้นมาแล้วที่คิดว่าสูงมากๆ อย่างอื่นไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องแคร์ เราผ่านสูงต่ำมาหลายครั้ง เราจะรู้ว่ารอบหน้าจะปรับตัวเองอย่างไร ผมมองชีวิตในวงการบันเทิงเหมือนคลื่นเวฟของทะเล เมื่อไหร่ที่คลื่นสงบ เราก็แค่ต้องเตรียมตัวไว้ เตรียมทุกอย่างเพื่อวันที่คลื่นมาอีกรอบ เราจะขึ้นคลื่นนี้ตั้งแต่ตอนหัวคลื่นแล้วจะไต่ขึ้นเรื่อยๆ ได้”
★ อะไรที่ทำให้รู้สึกว่าวงการบันเทิงใช่สำหรับเรา?
ไมค์ – “วงการนี้ไม่เคยใช่สำหรับผมตั้งแต่แรก ผมเป็นเด็กติดเกมออนไลน์ อยากอยู่บ้านเพื่อเล่นเกม วันนึงผมต้องเข้าวงการ ซึ่งตอนนั้นผมเด็กมาก อายุ 11 ขวบ มันตัดสินใจอะไรไม่ได้ แค่พี่ชายเข้า ผมก็เข้าตาม เหมือนกิจกรรมหลังเลิกเรียน ไปเรียนเต้น ไปซ้อมร้องเพลง ไม่คิดว่าจะเป็นอาชีพของเราในอนาคต ไม่คิดว่าจะดัง แต่แล้วก็ดัง
วันที่ดังผมยังไม่รู้สึกตัวเลยว่าเราดัง ไม่ได้รู้สึกว่าต้องยึดติดชื่อเสียงตรงนี้ แต่กลายเป็นว่าเราทำงานตรงนี้มาเรื่อยๆ เหมือนเรามาไกลมากๆ จนเราออกไม่ได้ มีหลายคนเห็นผมเครียด เขาก็บอกว่าหรือพี่จะลองเปลี่ยนไหม ยอมแพ้ไหม แล้วไปทำอย่างอื่น ลองไปทำชีวิตที่ดูมีความสุขกว่านี้ไหม ผมจะพูดอยู่คำนึงตลอดว่า พี่ไม่ได้มาไกลขนาดนี้ เพื่อมายอมแพ้กลางทาง

ชีวิตหนึ่งเราลงทุนไปขนาดนี้แล้ว มันต้องไปต่อ แล้วต้องไปให้สุด ไม่ว่าเราจะเจอกับความเครียดความกดดันขนาดไหน เราเป็นคนตัดสินใจเองเราก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบในการตัดสินใจของเราที่เลือกเดินทางนี้”
★ หลายคนมองว่าไมค์เป็นคนที่เครียด ดูเข้าถึงยาก?
ไมค์ – “ผมเป็นคนอารมณ์ขึ้นแล้วจบเร็ว ต่อให้โกรธผมก็จะเคลียร์ทันทีต่อหน้าแล้วเอาให้จบแล้วไปต่อ ผมเฟกไม่เป็น ถ้าผมเครียดผมจะแสดงให้เห็นเลยว่าเครียด มาเคลียร์ให้จบก่อนแล้วค่อยไปทำงานต่อ ถ้าทำงานต่อด้วยอารมณ์แบบนี้ผมไม่สามารถทำงานออกมาได้ดี เพราะงานที่ผมทำอยู่มันคือศิลปะหมดเลย การแสดงต้องใช้อินเนอร์ข้างใน ต้องใช้สมาธิสูง ถ้าเราเครียด การแสดงของเราจะออกมาดียังไง
เพราะฉะนั้นผมจะบอกทีมงานหรือแม้กระทั่งผู้กำกับฯ ผมจะคุยว่าอย่างนี้ไม่ได้ พูดอย่างนี้ไม่โอเค มันเอฟเฟ็กต์ต่อการแสดง 1 2 3 ถ้าพี่จะทำแบบนี้ผมแนะนำว่าพูดแบบนี้ดีกว่า ในฐานะที่ทุกวันนี้เราผันตัวมาเป็นทั้งโปรดิวเซอร์และนักแสดง หรือผู้กำกับฯ อะไรก็แล้วแต่ เราก็จะเข้าใจการพูดคุย วาทศิลป์ในการคุยกับผู้อื่นที่เราจะไม่ทำให้เขาเสียความรู้สึก และเราจะไม่ใช้อารมณ์”

★ ตอนไปจีนเหมือนไปเริ่มต้นใหม่?
ไมค์ – “ครับ ไปด้วยมายด์เซ็ตที่เริ่มต้นจากศูนย์ รู้เลยว่าอีกที่หนึ่งเราตุยเย่ไปแล้ว เราก็เลยไปเริ่มต้นที่จีนใหม่”
★ งานจีนตอนนี้สำหรับไมค์อยู่จุดไหน?
ไมค์ – “ตอนนี้ทุกอย่างมันลอยอยู่ในอากาศหมดเลย ผมว่าตอนนี้มันเป็นเรื่องของสี่แยก ชีวิตตรงสี่แยกขึ้นอยู่กับว่าผมจะเลือกไปเส้นไหน หรือผมจะแยกร่างไปทั้งสี่ทาง ซึ่งสุดท้ายแล้วมันขึ้นอยู่กับการเก็บข้อมูลของสถิติทุกอย่างของยุคสมัยนี้ ประมาณการว่าอนาคตจะเป็นเส้นทางไหน แล้วเอาข้อมูลทุกอย่างมารวมกันเราถึงจะคาดเดาได้ ข้อมูลครึ่งนึงอีกครึ่งหนึ่งคือใช้เซนส์ล้วนๆ และความบ้าบิ่น
บางคนอาจจะบอกไปทางนี้ไม่โอเค ทำอย่างนี้ตลาดพี่เสียเลยนะ แต่สมมติถ้าเกิดผมเกิดบ้าบิ่นขึ้นมา ผมก็แค่จะตัดสินใจและลงมือทำแล้วแค่ยอมรับกับผลของมันเฉยๆ ว่านี่คือสิ่งที่เราตัดสินใจไปแล้ว เราเลือกที่จะทำมันเอง”

★ ไมค์กลัวความรักไหม?
ไมค์ – “ไม่คิดเรื่องความรักครับ แต่ถามว่ากลัวไหม เมื่อก่อนกลัว ตอนนี้ก็ยังกลัวอยู่ (หัวเราะ) ไม่ใช่กลัวที่จะมีความรัก แต่กลัวที่จะรักใครสักคนมากกว่า กลัวที่จะลงสนาม โค้ชไม่อยากลงสนามแล้ว โค้ชพักฟื้นนานไปนิด (หัวเราะ) โค้ชพักฟื้นมาหลายปี แล้วตอนนั้นมันเอฟเฟ็กต์งานของผมด้วย จิตใจคนเรามันเหมือนโดนรถทับแตกเป็นชิ้นๆ เราต้องมานั่งต่อทีละชิ้น เราให้ใจไปเยอะเท่าไหร่ มันก็ยิ่งแตกละเอียดมากเท่านั้น การที่เราจะประกอบแต่ละชิ้นขึ้นมาใหม่ ต่อให้เรากลับมาเป็นหัวใจอันเดิม รอยร้าวมันก็ยังอยู่อยู่ดี”
★ มีคนเข้ามาช่วยรักษา มาเป็นกาวช่วยแปะหัวใจของเราไหม?
ไมค์ – “เรื่องแบบนี้ไม่มีใครช่วยคุณได้ รักษาตัวเองได้เท่านั้น แต่ถ้ามันจะมีจังหวะชีวิตที่เราไม่คาดหวัง เราไม่ตามหา ไม่มองหา มันจะมีความรักเข้ามาโดยที่เราไม่ได้มองหาและไม่ได้อยากได้ มันเข้ามาเองแบบงงๆ จนเกิดเป็นความรัก และหลังจากเกิดเป็นความรักมันก็กลายเป็นความทรงจำ สุดท้ายทุกความรักมันก็กลายเป็นความทรงจำอยู่ดี ไม่ว่าจะจากเป็นจากตาย”

★ สเป๊กชอบสาวแบบไหน?
ไมค์ – “คนที่ผมรักอาจจะไม่ได้เป็นคนที่อยู่ในสเป๊กผมก็ได้ มันจะรู้กันด้วยความรู้สึกมากกว่าที่จะเป็น ภาพลักษณ์ภายนอก แต่ถ้าถามว่าผมชอบแบบไหน ผมชอบคนน่ารักตัวเล็ก สาวแว่นผมสั้น ถ้าผมสั้นใจผมจะสั่นเป็นพิเศษ บางคนใส่แว่นแล้วจะน่ารักมาก ไม่ห้าว ผมชอบสาวเรียบร้อย หลงเสน่ห์คนที่ตั้งใจทำงานครับ”
อนงค์ จันทร