บิ๊ก D Gerrard เปิดเบื้องหลังแปล-ร้องเพลงประกอบหนัง “Power Ballad” เวอร์ชั่นไทย เผยแค่ร้องถูกโน้ตไม่พอ ต้องส่งอารมณ์ถึงคนฟัง

เป็นอีกหนึ่งศิลปินมากความสามารถที่สร้างสรรค์ผลงานเพลงระดับคุณภาพมาให้แฟนๆ ได้ติดตามโดยตลอด สำหรับ บิ๊ก D Gerrard ครั้งนี้เจ้าตัวกลับมาพร้อมโปรเจกต์สุดท้าทาย กับการถ่ายทอดบทเพลงประกอบภาพยนตร์ ‘Power Ballad’ ในเวอร์ชันภาษาไทย ที่ทุ่มเททั้งแปลเนื้อและดีไซน์การร้องด้วยตัวเอง

โดยล่าสุดหนุ่มบิ๊กมาร่วมงานภาพยนตร์ Power Ballad เพราะเพลงนี้ เพลงของคุณ รอบปฐมทัศน์ ณ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ สยามพารากอน ก็ได้เปิดใจถึงการมีส่วนร่วมในการร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ดังกล่าว

มีส่วนร่วมในหนังเรื่องนี้ ในการที่มาร้องเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ยังไงบ้าง ที่ไปที่มา?
“จริงๆ ได้รับการติดต่อจากทางฉายแสงให้มาร้องเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ จริงๆ เพลงออริจินอลเพลงนี้แน่นอนมันต้องเป็นภาษาอังกฤษ แต่ว่าอยากได้เป็นภาษาไทย ทางเราก็เลยต้องแปล แปลเสร็จแล้วเราต้องแปลยังไงให้ตัวเนื้อเพลงเข้ากับเมโลดี้ให้มากที่สุด เพราะว่าแน่นอนภาษาไทยเราเป็นภาษาที่มีวรรณยุกต์ จะทำไงให้วรรณยุกต์ต่างๆ มันลงกับตัวโน้ตจริงๆ แล้วฟังแล้วไม่รู้สึกว่าเราจับต้องความหมายมันไม่ได้”

แล้วมู้ดตอนเป็นภาษาไทยมันจะมีมู้ดความเป็นกลิ่นอายของภาษาอังกฤษยังไงบ้าง หมายถึงว่าฟังแล้วรู้สึกยังไง?
“คือจริงๆ สำคัญเลยคืออารมณ์เพลง คือการสื่อภาษาของการร้องเพลงมีส่วนมากๆ ที่จะทำให้คนฟังรู้สึกว่าเพลงนี้มันยังดีเหมือนกับที่เขาได้รับรู้จากภาษาอังกฤษ อันนี้สำคัญมาก เพราะฉะนั้นเราเลยต้องร้องโดยการเข้าใจความหมายของเพลงจริงๆ ถ้าเกิดว่าเราร้องโดยการแค่เปล่งเสียงออกไป โน้ตถูก เสียงถูก แต่ความหมายไม่ได้ คนไม่อิน ก็จบ”

เราทำการบ้านยังไงบ้างสำหรับการเป็นนักร้อง?
“ผมโชคดีที่ผมได้แปล ผมเลยค่อนข้างจะรู้เนื้อเพลงทั้งหมดในการที่จะต้องสื่อภาษามัน ว่ามันรู้สึกยังไง”

อย่างเราเลือกใช้คำยังไงบ้าง เพราะว่าแปลมาบางคำมันจะแปลตรงตัวแต่ว่าอยากจะเล่นคำ?
“คือจริงๆ แล้วภาษาอังกฤษมันเป็นภาษาที่เราสามารถตีความให้เป็นภาษาไทยได้ไม่ยาก สิ่งที่ยากคืออย่างที่ผมบอกคือเรื่องวรรณยุกต์ในการใช้คำ แต่ภาษาไทยก็มีข้อดีที่เราสามารถใช้คำได้หลากหลาย หนึ่งความหมายมีหลายคำมาก ถูกไหม เราเลยสามารถที่จะใช้คำให้สอดคล้องกับรูปประโยคเดิมในการตีความได้อยู่”

ใช้เวลานานไหมกว่าจะแปลเป็นภาษาไทย?
“ไม่นานมาก ไม่นานมาก จริงๆ ตอนแปลมาก่อนหน้านี้มันจะเป็นการแปลที่เป็นภาษาพูด เป็นภาษาที่ไม่ได้อยู่ในเพลง พอมันไม่ได้อยู่ในเพลง ความยากของมันก็เกิดขึ้นแล้ว เพราะมันต้องเอามาร้องแล้วลงกับโน้ต แล้วต้องทำให้มันออริจินอลที่สุด”

ความท้าทายตอนเขาติดต่อมา รู้สึกว่ามันยาก ท้าทายยังไงบ้าง?
“เพลงนี้มันเพราะ มันเพราะแล้วมันเรียบง่าย แล้วมันก็จริงใจ คือสิ่งสำคัญเลยในการที่เราจะรู้ว่าเพลงดีหรือไม่ดี แน่นอนมันอยู่ที่ภาษา สำคัญมากเรื่องภาษาความเป็นกวีของมัน เรื่องของการร้อยเรียงทางด้านเมโลดี้ ฟังแล้วรู้สึกติดหูจัง มันมีสิ่งนี้อยู่ เพลงนี้ฟังแล้วติดหู แน่นอนพอติดหูแล้วมันซึมเข้าไปในตัวเรา มันมีประโยชน์หรือเปล่า ผมจะคิดเรื่องนี้บ่อยมาก เพราะบางอย่างที่เรากินเข้าไปมันไม่ได้มีประโยชน์ต่อเรามันก็ทำร้ายเราในอนาคต เพลงก็เหมือนกัน ถ้าเกิดว่าเรามองว่าเพลงนี้มันไม่ได้สร้างความรู้สึกแบบนั้นให้ ผมก็อาจจะไม่ได้ร้องมัน”

อย่างการร้องมันต้องดีไซน์ให้เป็นลายเซ็นเราไหม หรือว่าต้องร้องเหมือนต้นฉบับเลย?
“คือผมโชคดีอีกอย่างนึงที่พอผมได้รับรู้ว่ามีเพลงนี้นะที่ผมต้องร้อง ผมเลยไปทำการบ้านว่ามีใครอีกที่ร้องเพลงนี้ ที่เขาโคฟเวอร์มาแล้ว แล้วแต่ละคนร้องไม่เหมือนกันเลย แสดงว่าเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคน ผมก็เลยร้องแบบผมเลย มันก็จะเป็นโน้ตแบบผมบางโน้ต แล้วก็ลูกเอื้อนที่เป็นสไตล์ที่ผมถนัด แต่ยังคงไว้ซึ่งความเป็นออริจินัลอยู่ มวลของความเป็นออริจินัล”

อัดกี่รอบถึงรู้สึกว่าพอใจแล้ว ว่านี่แหละออกมาแล้วมันจะไม่ไกลออริจินอล?
“ตอนแรกผมมั่วเยอะเลยนะ แล้วก็เริ่มตบๆ มันให้เข้ากับความเป็นเพลงฝรั่งให้เยอะขึ้น แล้วก็ค่อยมาใส่ลูกเล่นเทคนิคที่เราถนัดลงไป”

เนื้อหามันเกี่ยวกับอะไรในเพลงนี้ พอแปลออกมาแล้วมันให้ความรู้สึกยังไง?
“คือถ้าแปลแบบตรงตัวเลย มันคือการที่คนๆ นึงที่สำคัญต่อชีวิตเราเขาไม่อยู่ แล้วตลอดเวลาที่เราทำหน้าที่เขียนเพลง คือเท่าที่ผมอ่านจากเนื้อเพลงเหมือนคนที่เขียนเพลงเขาเป็นนักแต่งเพลง แล้วเขาก็รู้สึกว่าเขาเขียนเพลงต่อไปไม่ได้แล้ว ถ้าไม่มีคนสำคัญคนนี้ในการที่จะคอยอยู่เป็นแรงบันดาลใจให้กับเขา เขาก็เลยเขียนเพลงนี้โดยการตัดพ้อ ว่าถ้าไม่มีคนๆ นี้อยู่แล้วเขาจะสามารถทำหน้าที่นี้ต่อได้ยังไง แต่เรื่องตลกร้ายที่น่าสนใจก็คือ เพลงนี้ที่เขาเขียนอยู่ เขาเขียนโดยที่ไม่มีคนนั้นอยู่ หมายถึงว่าผมไม่รู้นะว่าในหนังมีหรือไม่มีอยู่จริง อันนี้ไม่ได้สปอยล์แต่แค่จินตนาการตามเนื้อเพลง คือเขาเขียนโดยที่คนๆ นี้ไม่อยู่แล้วแต่เขาเขียนเพลงขึ้นมาได้โดยที่ไม่มีคนๆ นี้อยู่ ซึ่งไม่รู้ว่ามีหรือไม่มีต้องไปดูในหนัง แต่ว่าเนื้อเพลงมันเป็นอย่างงั้น สื่อถึงอย่างงั้น เนื้อเพลงมันบอกว่าถ้าไม่มีคุณผมเขียนเพลงไม่ได้นะ แต่คราวนี้คนที่เขาเขียนถึงมีหรือเปล่าไม่รู้ แต่เพลงมันเกิดขึ้นแล้วแล้วเขาเขียนได้ยังไง อันนั้นคืออะไรที่มันน่าสนใจ ผมเชื่อว่าในหนังต้องมีเฉลยสิ ผมรู้แค่นี้”

แล้วเป็นไงบ้างพอตอนได้เห็นเพลงแล้วเราได้ร้องแล้วเราได้ดูของจริงด้วย?
“โห ผมรอเลย อยากรู้ว่าไอ้สิ่งที่เราเดาไว้ มันจะเป็นเหมือนที่เราคิดหรือเปล่า ที่คิดล่วงหน้าไว้”

คิดว่าถ้าดูแล้วมันจะรู้สึกยังไงบ้าง ในฐานะที่เป็นนักดนตรีนักร้อง?
“คืออะไรที่มันเกี่ยวกับเพลงผมชอบอยู่แล้ว อะไรที่เกี่ยวกับดนตรี คือผมรู้สึกยังไงบ้างผมคงไม่ไปรู้สึกว่าสนุกล่วงหน้า แน่นอนเวลาที่เราจะตัดสินอะไรสักอย่างนึงเราต้องลองมันก่อนจริงๆ เพราะฉะนั้นผมก็หวังว่าผมจะเข้าไปดูมันออกมาแล้วก็รู้สึกฟินกับมัน แต่สำคัญเลยคือต่อให้จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ในชีวิตเราเราควรที่จะต้องเก็บเกี่ยวข้อดีในข้อเสียของสิ่งต่างๆ มาให้มากที่สุด”

อยากให้ฝากเชิญชวนคนมาดู เพราะหลายคนอาจจะมองหน้าหนังว่าได้เห็นกีตาร์เป็นหนังเพลงหรือเปล่าแต่จริงๆ มันเป็นหนังชีวิตเลยนะ?
“คือผมมองอย่างงี้นะ ถ้าเกิดว่าคุณดู Begin Again ได้ ตอนแรกมันก็มองว่าน่าจะเป็นหนังเพลงหรือเปล่า แต่มันทำให้เราอินได้ ต่อให้มันเป็นหนังเพลงแล้วทำไมเราถึงจะไม่ดู นึกออกไหม ถ้าเกิดหนังเรื่องนี้มันทำหน้าที่แบบนั้นได้ก็น่าดูมากนะ ฟังแค่เพลงก็จะรู้สึกว่าอยากดูหนัง คือผมฟังเพลงแล้วโอเค จิตวิญญาณของเพลงมันมีจริง มันอยู่ตรงนั้นจริงๆ อย่างที่บอกว่ามีเพลงก่อนถึงเกิดเป็นหนังเรื่องนี้ขึ้นมา แสดงว่าเพลงมันมีพลังมากพอที่จะทำให้เกิดหนังได้ อันนั้นมันก็ต้องเป็นอะไรที่น่าสนใจแล้วแหละ ว่าเพลงนี้มันทำให้เกิดหนังแบบไหนขึ้นมา ฝากทุกคนมาดู Power Ballad ด้วยนะครับ”

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน