ไทด์-ทับทิม จับมือลุยธุรกิจ ทำรายการท่องเที่ยว สร้างรากฐานชีวิตคู่ เก็บเงินแต่งงาน พิสูจน์ตัวเองไร้ปัญหาเรื่องอายุ รับแม่ฝ่ายหญิงยังจับตาดูพฤติกรรม
เมื่อ ไทด์ เอกพันธ์ ควงหวานใจ ทับทิม อัญรินทร์ มาร่วมงาน Welcome Home The Journey เปิดตัว Welcome Home (A Human Travel Documentary Series ณ ลานกิจกรรม Happy Vibes Zpell @ Future Park ชั้น 3 ซึ่งเป็นโปรเจ็กต์รายการที่ทั้งคู่ร่วมมือกัน ภายหลังจบงาน ไทด์-ทับทิม เปิดใจถึงเบื้องหลังการทำรายการ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทใหม่ที่ท้าทายของทั้งคู่ พร้อมกันนี้ทั้งคู่ยังเผยถึงการวางแผนอนาคตชีวิตคู่ทั้งในเรื่องการใช้ชีวิตและการสร้างรากฐานทางธุรกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต

เป็นบทบาทใหม่ ไม่เคยทำรายการกันเลย ?
ไทด์ : “ไม่เคยทำกันเลย รายการเราไม่เคยทำกันเลยเพราะว่าเมื่อก่อนย้อนไปประมาณสัก 15-16 กว่าปีที่แล้ว เป็นพิธีกรคู่กัน รายการเส้นทางเศรษฐี ออกไปเจอชาวบ้านมีเงินก้อนนึงให้ชาวบ้านมาเล่นเกมกัน ใครเล่นเกมชนะก็มีรางวัลให้กับชาวบ้าน แกล้งน้องเขาทุกวัน แต่ทุกครั้งที่เจอกันได้ทำรายการมันสุดมีความสุข มันสนุกสนานเฮฮา แต่ไม่คิดเลยว่าวันนึงจะมาเป็นเจ้าของรายการซึ่งมาทำหน้าที่เหมือนตอนนู้น แต่อันนี้เราเป็นเจ้าของรายการ”
อันนี้คือเป็นเจ้าของรายการคู่กันเลย ?
ทับทิม : “ใช่ หน้าที่ของพี่ไทด์ก็คืออยู่ในฐานะโปรดิวเซอร์ด้วยแล้วก็พิธีกรด้วย คือเราช่วยกันคิดมาตั้งแต่ตั้งต้นเลย จะช่วยกันในเรื่องของการ Brainstorming ว่าจะทำอะไรยังไงรูปแบบไหนกว่าจะตกผลึกมาเป็นรายการนี้เราผ่านการคิดไปเยอะมากจริงๆ”
คอนเซ็ปต์รายการ ?
ทับทิม : “จริงๆ รายการ Welcome Home เป็นสารคดีท่องเที่ยว เรานิยามว่ามันคือ Human Travel Documentary มันจะเป็นรายการสารคดีที่ย่อยง่าย จะพาไปเรียนรู้ชีวิตของผู้คนเหมือนกับถ้าเราดูละครเราก็รู้จักตัวละคร แต่อันนี้คือละครชีวิตจริงที่เราจะได้ไปรู้จักเขาว่าเป็นยังไง กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เป็นยังไง เป็นการท่องเที่ยวผ่านเรื่องราวของบุคคล”
เราอยู่ทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังเลย ดูแลกระบวนการเองทั้งหมด ?
ไทด์ : “เหนื่อย ต้องยอมรับเลยว่าเหนื่อย ถ้าเราไปท่องเที่ยวอย่างที่เคยไปตามปกติที่เราเป็นแค่พิธีกรผ่านรายการ มันก็จะมีฟีลลิ่งอีกแบบนึง มีหลากหลายรูปแบบที่เราไปเที่ยวสนุกสนานเฮฮา เจอตรงไหนที่เราอยากจะถ่ายรูปเราก็ถ่ายรูป
แต่พอมาเป็นรายการ Welcome Home แล้วปุ๊บ โอ้โห มันมีดีเทลเยอะแยะมากมายที่เราจะต้องถ่ายทำหรือว่าเก็บรายละเอียดเอามาฝากให้ออกมาดีที่สุด เรียลที่สุดที่เราจะทำได้ เขาเป็นคนต้นคิดอย่างเดียวเลย ผมไม่เอาเลย เพราะว่าเราเคยรับจ้างอย่างเดียว ไม่เคยทำอะไรทั้งสิ้น เขาเป็นโปรดิวเซอร์ มันเหมือนกับว่ามันบั่นทอนความรู้สึกว่า เฮ้ย เรามาเที่ยวนะเว้ยทำไมไม่เที่ยวเหมือนเดิมวะประมาณนี้ เฮ้ยมันเป็นรายการแล้วก็ต้องยอมรับ ก็ต้องทำงานด้วยส่วนนึง”
ทับทิม : “แต่ว่าในทริปนี้มันพิเศษตรงที่ว่าเราทั้งคู่เชิญชวนคนสนิทใกล้ชิดไปร่วมทริปด้วยกัน บรรยากาศไม่ได้ออกมาเหมือนทำงานทีเดียว 100% แล้วยังมีโอกาสได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ได้ท่องเที่ยวไปด้วยกันกับคนใกล้ชิด”
แล้วพอได้ทำงานด้วยกันมีมุมงอนกัน หรือทะเลาะกันบ้างไหม ?
ไทด์ : “เพียบ(หัวเราะ) จะงอนจะอะไรเราบอก ทับทิมทำไมต้องเยอะขนาดนี้ เฮ้ยอันนี้ก็ไม่ต้องก็ได้ไหม เรารู้สึกว่าอยากจะมาเที่ยวด้วยกันให้มีความสุข ไม่อยากจะเอางานเข้ามา เรางอแงเลย เพราะว่าเราไม่เคยไง แล้วเขาบอกต้องมานั่งเดี๋ยวเขาจะส่งอันนี้มาแล้ว คำถามนู่นนี่นั่น เราบอก โอ๊ย”
ทับทิมรับมือหนุ่มคนนี้ยังไง เวลาทำงาน ?
ทับทิม : “ก็ลากกันไป (หัวเราะ) ถึงเวลาได้เวลาแล้ว อย่างที่พี่ๆ เห็นวันนี้กว่าจะขึ้นเวทีได้เป็นยังไง ตอนทำงานจริงก็ประมาณนั้น ลากกันไป”
ไม่ได้ถึงขั้นไปง้อ ก็คือไหลไปเลย ?
ทับทิม : “ใช่ จริงๆ มันก็มีระยะเวลาอยู่ แต่ถ้าเกิดว่าเลทแล้วก็ต้องเร่งกันหน่อยนิดนึง แต่ก็เข้าใจ เพราะว่าจุดเริ่มต้นมันเป็นความต้องการของเราอยู่แล้วว่าอยากหาอะไรทำด้วยกันโดยเฉพาะรายการ ซึ่งเราเคยทำหน้าที่เป็นพิธีกรคู่กันมาก่อน แล้วโมเมนต์แบบนั้นมันก็ขาดหายไปนานมากแล้ว ถ้าได้กลับมาเป็นพิธีกรด้วยกันอีกครั้งมันก็น่าจะสนุกดีนะ”
ไทด์ : “แต่เวลาทำขึ้นมาแล้วเราเอามาดูรู้สึกว่า เฮ้ย มันน่ารักดีนะ สนุกดีนะ ที่เราเคยเป็นตัวเรามันก็หายไป ไอ้เหนื่อยหรืออะไรต่างๆ มันรู้สึกว่า ดีๆ ต่อไปทีนี้เริ่มคิดแล้ว เราจะไปจังหวัดไหน เราจะไปไหนที่มีให้เราได้ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับชุมชนต่างๆ เริ่มปรึกษากันแล้ว มันเริ่มรู้สึกดีขึ้น เพราะว่าภาพต่างๆ ที่มันออกมาทำให้เราเห็นว่า มันดีจริงๆ”
ก็มีใจแล้ว มีใจมา?
ไทด์ : “ใช่ มันมีใจ เราไม่ได้ไปเที่ยวไก่กาไม่ได้อะไรเกิดขึ้นมา ก็ได้ความประทับใจความสนุกความสุข แต่นี่มันได้ของกลับมาฝากให้กับพี่น้องคนไทยได้ดูว่าสิ่งที่เราไป เราถ่ายทอดออกมานะ มันเป็นอย่างนี้ที่เราเห็นนะ มันน่ารักมากเลย จากคนนี้เลย (ทับทิม)”

นอกเหนือจากพาไปเที่ยวแล้ว ได้เห็นมุมหวานๆ ของทั้งคู่บ้างไหมในนั้น สวีตกันจีบกันน่ารักๆ มีบ้างไหม ?
ไทด์ : “มีบ้าง แต่ต้องคอยเหลือบมองคุณแม่”
ทับทิม : “จริงๆ จะบอกว่ารายการนี้ของเราเป็นรายการที่เหมือนไม่ได้มีสคริปต์เลย อาจจะเป็นแค่ว่าเรามีโครงว่าอยากจะเล่าเรื่องราวอันนั้นอันนี้นะ ส่วนใหญ่ไดอะล็อกหรือคำพูดค่อนข้างที่จะโฟลว์ธรรมชาติ แล้วเดี๋ยวเราค่อยมาเลือกตัดเอามากกว่า เวลาที่ถ่ายเราจะไม่ได้ถ่ายเป็นไดอะล็อกเป๊ะๆ สคริปต์อะไรแบบนั้น คือเราอยากจะให้มีความเรียลอยู่ในตัวด้วย
ซึ่งเอาจริงๆ นะ จะบอกว่ารายการนี้เป็นรายการแรกของทับทิมกับพี่ไทด์ที่ทำด้วยกัน ดีใจมากๆ ที่พอเราได้นำเสนอสิ่งต่างๆ ที่อยากทำให้กับผู้ใหญ่ไม่ว่าจะเป็นพาร์ตเนอร์อย่าง OneD พอได้ทราบเรื่องราวที่เราอยากจะนำเสนอก็ยินดีที่จะมาร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ในการออกอากาศกับพวกเรา ดีใจมากๆ แล้วก็รวมไปถึงสปอนเซอร์ผู้ใหญ่ใจดี โดยเฉพาะ Royal-D ที่ทำให้เกิดรายการนี้”
ถ้าเกิดกระแสตอบรับดี จะมีไปต่อเรื่อยๆ หลาย EP ?
ทับทิม : “มีแพลนอยู่แล้ว ที่ผ่านมาก็ไปหลายที่แล้วนะ โปรเจ็กต์ Welcome Home เรามีแพลนอยู่แล้วว่าตั้งใจอยากจะเล่าเรื่องราวของกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยให้ครบทุกภาคเพราะฉะนั้นต้องฝากทุกคนช่วยกันสนับสนุนด้วยนะคะ ถ้ากระแสตอบรับอันแรกดี เรามีแพลนที่จะไปภาคอื่นๆ ของประเทศไทยต่อไปแน่นอน”
ไทด์ : “แต่จริงๆ แล้วรายการของเราไม่ใช่ว่าเป็นรายการรูปแบบใหม่นะ สิ่งต่างๆ ที่ผมเคยดูมันมีมานานแล้วรายการรูปแบบของเราสไตล์ที่เข้าไปท่องเที่ยวตามหมู่บ้าน แต่ของเราอยากจะบอกว่ามันแฝงสอดแทรกคุณธรรมวัฒนธรรมต่างๆ ที่ดีงาม ดูแล้วมีรอยยิ้ม ไม่มีการไปทำให้มันขัดแย้งอยากจะให้ดูของเราสองคนนะครับ เดี๋ยวบางคนเปิดช่องมาดู โอ้ ก็เหมือนรายการอื่นๆ แหละที่พาไปเที่ยวนู่นนี่นั่น ไปกินของเขาฟรี ไม่มีนะ รายการเราไปถึงร้านอาหารปุ๊บ เราก็เหมือนไปเที่ยวไปใช้ชีวิตจริงๆ จ่ายเงินจริงๆ ใครไม่เก็บเราโกรธ บางทีเจ้าของร้านไม่มาเก็บตังค์ เฮ้ย แต่ให้ลูกน้องมาเก็บ(หัวเราะ)”
ทับทิม : “จะบอกว่ารายการนี้ความแตกต่างคือมีความเป็นทั้งตัวตนของทับทิมกับพี่ไทด์ใส่เข้าไป อย่างของทับทิมเราสนับสนุนในเรื่องของสตรี เรื่องของเด็ก เรื่องของศิลปวัฒนธรรมไทยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นรายการนี้ตั้งใจนำเสนอความเป็นไทยออกไป ไม่ว่าจะเป็นตัวรายการใหญ่เองที่เป็นชื่อว่า Welcome Home
กับรายการลูกที่แยกออกมาชื่อว่า คุยบ้านๆ เป็น Exclusive Content ของ Welcome Home ซึ่งสามารถรับชมได้ทางช่องทางโซเชียลมีเดียของ คุยบ้านๆ และรับชมได้ทางโซเชียลมีเดียของทั้งทับทิมกับพี่ไทด์ เป็นรายการที่พาไปดูจุดที่น่าสนใจของชุมชน เราอยากให้เห็นความร่วมมือของชาวบ้าน ได้ดูว่ามีอะไรประเทศไทยมีอะไรน่าสนใจ มีของดีอะไรบ้าง”
ปูธุรกิจวางรากฐานด้วยกัน?
ไทด์ : “ใช่ครับ เพราะว่าสมัยนี้หาเงินมันหายากมาก แต่เป็นหนี้ง่ายนิดเดียว ต้องหาเงินเก็บเงิน ถ้าจะทำอะไรก็บอกน้องเขาสุดตลอดเลย ถ้าจะทำอะไรถ้าเกิดเราไม่มีเงินสด หรือว่าไม่มีเงินที่จะทำอย่าทำ อย่าเป็นหนี้ ขอร้องเลยชีวิตนี้อย่าเป็นหนี้เด็ดขาด พอเป็นหนี้รู้สึกแล้วมันจะทำให้หัวใจเราตรอมใจ ทำเงินมาเท่าไหร่ก็ต้องใช้หนี้เขาไปใช้ดอกเบี้ยเขาไป เราต้องมีเงินเก็บให้มันมั่นคง ทีนี้เรื่องชีวิตเราก็จะค่อยๆ เดินไปข้างหน้า แต่ทีนี้ขึ้นอยู่กับเรตติ้งนี่แหละว่าจะเป็นยังไง ฝากสปอนเซอร์เข้าเยอะๆ ฝากงานพรีเซนเตอร์ก็เข้าเยอะๆ ได้”
ถ้าสปอนเซอร์เข้าเยอะแปลว่าใกล้แพลนแต่งเลยล่ะ ?
ไทด์ : “ไปต่อได้อีกยาวเลย”
ถือว่าคู่เราเก็บเงินสร้างเนื้อสร้างตัวกันต่อ?
ไทด์ : “ยอมรับครับ”
ถือว่าผันตัวมาเป็นอินฟลูฯ สายโซเชียลแบบเต็มตัวเลยไหม?
ทับทิม : “ไม่ขนาดนั้น จริงๆ มันแค่ปรับเปลี่ยนรูปแบบรายการไปตามเทรนด์ปัจจุบันมากกว่า ไม่มีทางเป็นอินฟลูฯ เต็มตัวแน่นอน ไม่ใช่แนวเลย”
เรียกว่าสร้างตัว ?
ไทด์ : “สร้างวิทยฐานะ”
ถามพี่ไทด์วางแพลนอีกสักกี่ปี?
ไทด์ : “ก็แล้วแต่สมมุติว่ามันได้มาเยอะ จริงๆ เราไม่ได้ทำแค่ตรงนี้ เราจะมีธุรกิจของเราอีกที่จะทำต่อไปในอนาคต ได้วางรากฐานไว้แล้วเหมือนกัน เราจะทำหลายๆ ทางที่ความสามารถของเขาตอนนี้ยังมีอยู่ อนาคตวันข้างหน้าเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นมา พรุ่งนี้เราอาจจะเสียชีวิตไปโดยที่ไม่รู้เรื่อง เขาอาจจะอยู่คนเดียว ก็สบาย(หัวเราะ)”
ที่บอกว่าถ้าเกิดพี่เสียชีวิตเขาจะได้อยู่ได้สบาย เรามองด้วยความเป็นห่วงเขา วางรากฐานไว้เผื่ออนาคตเลย ?
ไทด์ : “ใช่ เขาก็มีทุกอย่างโดยที่ไม่เป็นหนี้ เราก็ให้เขาดำเนินการไป”
ทับทิมมองยังไงบ้าง พี่ไทด์มองอนาคตเหมือนเขาวางแผนให้เราไว้เรียบร้อย ?
ทับทิม : “ด้วยความเป็นผู้ใหญ่ล่ะค่ะ พี่ไทด์จะคิดอะไรรอบคอบ แล้ววางแผนตามขั้นตอนต่างๆ ให้มั่นคง เพราะว่าเอาจริงๆ สิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้เลยมันคือเรื่องของความมั่นคงในชีวิตที่คิดว่าทุกคนยังไงก็ต้องมองหาสิ่งนี้อยู่แล้ว”
รู้สึกอย่างไรที่เขาทำตามใจเรา พี่ไทด์มีความเป็นผู้ใหญ่มองอะไรไปให้เรากว้างๆ แบบนี้ ?
ทับทิม : “จริงๆ ก็สบายใจ เพราะว่าเราไม่ต้องมาคอยคิดอะไรคนเดียว แต่ว่าเขาคอยดูทางข้างหน้าให้ว่าเป็นยังไง”
พี่ไทด์ยังเหลืออีกเยอะไหมครับ สำหรับเงินที่จะมาขอเขาแต่งงาน?
ไทด์ : “คือจะลงทุนอะไรไปมันก็ต้องคิดว่าสิ่งที่ลงไปแล้วให้การตอบสนองตอบรับเรามาได้ขนาดไหน ไม่ใช่มีเท่าไหร่เราลงไปแล้วไม่ได้ผลตอบแทนมา ก็ไม่รู้จะลงทุนไปทำไม แต่สิ่งที่เราจะทำมันสามารถเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่นามธรรม รูปธรรมเก็บเกี่ยวได้เป็นรูปเป็นร่างที่เราสองคนจะดำเนินงานด้วยพละกำลัง ด้วยสมอง ด้วยอะไรต่าง ๆ ของน้องเขาจะดำเนินงานธุรกิจของเรา 2 คน และธุรกิจของครอบครัวเขาด้วย ส่วนผมเองอายุเยอะแล้วไม่ได้มีอะไร ทุกวันนี้ก็อยู่ให้มีความสุขอย่างเดียว ก็ต้องฝากชีวิตไว้กับน้องเขา น้องเขาจะเขี่ยทิ้ง จะปัดออกไปเมื่อไหร่ ก็แล้วแต่เขา”
ทับทิมว่ายังไงบ้าง พี่ไทด์บอกน้องจะปัดออกเมื่อไหร่ เราไม่ปัดใช่ไหม ?
ทับทิม : “ล็อคไว้แล้ว”
คุณแม่ของทับทิมไฟเขียวหรือยังตอนนี้ ? ไทด์ : “โอ้โห เขียวปึ๊บ แล้วก็เหลือง แล้วก็แดง พอแดงเสร็จแล้วก็เขียว(หัวเราะ)”
คือยังไง แล้วแต่เวลาหรอ ?
ไทด์ : “ใช่ ก็แล้วแต่เขา บางทีผมทำอะไรไม่ถูกใจ เขาก็เหมือนตัดพ้อ ลูกสาวเขายังสาวสวย เราก็เข้าใจ เราก็พยายามทำให้เขาเห็น พอเขาพูดอะไรปุ๊บขึ้นมา เราต้องทำให้เขาเห็นว่า เฮ้ย เราไม่ได้ทำในสิ่งที่เขาพูดนะ เราไม่ได้เป็นนะ เราต้องพิสูจน์ตัวของเราเองจนกระทั่งเขาบอก อ่ะ ไฟเขียว”
ไฟแดงบ่อยไหม ? ไทด์ : “บ่อยมาก”
ทับทิมคิดว่าแม่ปล่อยหรือยัง?
ทับทิม : “ปล่อยหรือยังเหรอคะ ทิมว่าคุณแม่ก็ดูอยู่ห่างๆ หลายคนจะคิดว่าเราไม่มีเวลาส่วนตัวกันแต่จริงๆ แล้วที่บ้านทับทิมคือทุกคนเข้าใจ แล้วให้พื้นที่ส่วนตัวทั้งของทับทิมกับพี่ไทด์ มันก็เลยโอเค”
เติมความหวานยังไงกันบ้าง ?
ทับทิม : “แค่ไปทานข้าวด้วยกันก็โอเคแล้ว หนังสักรอบยังไม่เคยดูด้วยกันเลย”
แล้วจะมีโอกาสไหม ปีนี้จะได้ดูด้วยกันไหม ?
ไทด์ : “ได้ดูด้วยกันแต่ก็มีบริวาร ไปทีนึงต้องประมาณสัก 5-6 คน”
ทับทิม : “ไม่ เพราะว่าจริงๆ ด้วยเนเจอร์ของเราทั้งสองคนมันเป็นไลฟ์สไตล์แบบนี้ ไม่ใช่แค่ฝ่ายทับทิมจะมีแค่ครอบครัวนะ อย่างของพี่ไทด์ก็จะชวนคนสนิทไปด้วยกัน คือเราจะเป็นกรุ๊ปใหญ่แบบนี้มากกว่า”
มีโมเมนต์สองคนบ้างไหม ไปไหน 2 คน ?
ไทด์ : “นี่ไง อยู่ 2 คน”
พี่ไทด์อยากมีโมเมนต์ไปดูหนังด้วยกัน 2 คนไหม?
ไทด์ : “คือต้องพูดเลยนะครับว่า ณ เวลานี้เลยอยู่แบบนี้โอเคเรามีความสุข มีคุณพ่อ มีคุณแม่ มีพี่ชายของน้อง เวลาเราไปไหนเที่ยวต่างจังหวัดต่างประเทศ ถามว่าทำไมเราเป็นผู้ชายคนเดียวมาจากต่างบ้านต่างเมือง มาอยู่กับครอบครัวเขา แต่ความสุขที่ได้รับคือเขาดูแลเรา ทั้งคุณแม่ คุณพ่อ ทั้งครอบครัวเขาดูแลเรา เราก็โอเค เป็นครอบครัวเดียวกันกับเรา ไม่ค่อยต้องการโมเมนต์ว่าจะต้องไปกัน 2 คน คุณแม่ไม่ต้องไปนะ อันนั้นคือมันอยู่ในเสียงในหัวเฉยๆ เสียงในหัวแต่ทำไม่ได้ ทำไม่ได้”
บทสรุปปีหน้าเลยเนาะ มีข่าวดี?
ไทด์ : “นี่ก็เร่งจัง”
ทับทิม : “อยากให้เร็วมากน้อยแค่ไหน ฝากสปอนเซอร์กับงานพรีเซนเตอร์ด้วยนะคะ”
ขออนุญาตถามพี่ไทด์ได้มีการไปขอคุณแม่คุณพ่อทับทิมแบบจริงจังหรือยังว่าผมกับคนนี้จะแต่งงาน?
ไทด์ : “ตั้งแต่วันแรกเลยไปคุยกับแม่เขาเลย เรียกพ่อเรียกแม่ลงมานั่งคุยกันเลย วันแรกแม่เขาอยู่ข้างบน แม่ก็ไม่ลงมา ผมบอกว่าผมมีเรื่องจะคุยด้วย ก็เลยให้ทับทิมไปเรียกแม่ลงมา แม่ก็บอกว่าไม่ลงมา ผมจะขึ้นไปนะ คุณแม่ก็เลยลงมา บอกว่าคุณแม่ผมขอดูแลน้อง”
แม่เขาว่ายังไง ?
ไทด์ : “คุณแม่เขาก็(อ้ำอึ้ง)”
ตอนนี้ก็เลยเป็นจราจรอยู่ ไฟเขียว ไฟแดง ไฟเหลือง ใช่ไหม ?
ไทด์ : “ใช่ ก็คอยดูพฤติกรรมเราไง เขาบอกว่าเราอายุเยอะกว่าห่างกันเยอะมากบางทีความคิดความอ่านจะไม่ตรงกัน อารมณ์มันก็คนละอารมณ์กัน บางครั้งเราต้องยอมรับว่า 65 แล้ว มันก็จะเข้าวัยทอง วัยที่หงุดหงิด วัยที่การเป็นผู้ใหญ่ผ่านไปละ เราก็เริ่มงอแง เพราะว่าเราอายุมากกว่านะ ทำไมต้องมาอะไรประมาณนี้ แม่เขาอายุเยอะเท่ากับพี่ ก็พยายามเตือนลูกเขา”
แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ได้แล้วใช่ไหมว่าอายุไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับคู่เรา?
ทับทิม : “ทิมคิดว่าไม่นะคะ เราเข้าใจมากกว่า อาจจะด้วยความที่โอเคถ้าเป็นอย่างทิมก็อยู่กับคุณแม่ยังไง เราก็รู้แล้วว่าวัยนี้เป็นแบบไหน เราพร้อมรับมือ เราเข้าใจ อยู่ในความเข้าใจกันมากกว่า จริงๆ เป็นแค่ตัวเลขมากกว่า แต่อย่างอื่นเรารู้สึกว่ามันไม่ได้ต่างกันมาก”
แต่พี่ไทด์ไม่กดดันใช่ไหม เวลาใครถามหรือเวลาเราไปลงพื้นที่ต่างๆ เขาอยากให้เราทั้งคู่มีข่าวดี ? ไทด์ : “ไม่มี ไม่กดดันครับ เรามีคำตอบให้เขา และเขาก็ฟังแล้วเขาก็ยิ้ม”.