จ๋าย ไททศมิตร ลั่น! สังคมควรเรียนรู้จากบทเรียน ลุงพล ห่วงเด็กเลียนแบบค่านิยมดังผิดๆ เผยเกณฑ์เลือกศิลปินเข้าค่าย-ชี้ขาดอู่ดังโกงค่ารถ ไม่จ่ายจบก็เข้าคุก
กลายเป็นอีกหนึ่งเสียงที่หลายคนจับตา สำหรับ จ๋าย ไททศมิตร นักร้องเพื่อชีวิตสุดเท่ ขวัญใจคนรุ่นใหม่ ว่าจะออกมาโพสต์ฟาดเดือดอะไรเหมือนพี่น้องศิลปินท่านอื่นๆ หรือไม่
หลังเกิดกระแสดราม่า ค่ายเพลง มายด์ มิวสิค เรคคอร์ด (Mind Music Records) โดยเจ้าของค่าย (นายสัตวแพทย์ธรรมนูญ หรือ หมอมายด์) ได้ดึงตัว น้องปุ้ย อดีตสาวโรงงาน เจ้าของคลิปห้องนอนสีชมพูกับหมอนโดเรม่อนที่โด่งดังในโซเชียล มาปั้นเป็นศิลปินน้องใหม่ พร้อมวอนขอสังคมให้โอกาสเธอได้เริ่มต้นชีวิตใหม่
ล่าสุด จ๋าย ไททศมิตร ที่มาโปรโมตภาพยนตร์ “หมัดเทวา ท้าเดิมพัน” ณ M STUDIO ชั้น 3 อาคารอเวนิว รัชโยธิน จึงได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ ว่าที่ยังไม่โพสต์อะไร เพราะยุ่ง และเพิ่งเห็นดราม่านี้ ไม่ได้เห็นคลิปที่เป็นกระแสมาก่อน และย้ำว่าไม่สนับสนุนการฉวยโอกาสเพื่อสร้างชื่อเสียง พร้อมเชื่อว่าสุดท้ายแล้วแฟนเพลงและสังคมจะเป็นผู้ตัดสิน
นอกจากนี้ยังเปิดใจถึงเกณฑ์การคัดเลือกศิลปินที่จะเข้ามาอยู่ในค่าย ทัศนคติ และความสามารถต้องมาคู่กัน รวมถึงการปรับวิธีสื่อสารเรื่องการเมืองในปัจจุบันที่ซอฟต์ลง และอัปเดตความคืบหน้าคดีรถ ที่ถูกอู่ซ่อมรถชื่อดังในจังหวัดปทุมธานี ฉ้อโกง โดยหลังนำรถยนต์ไปฝากขายแต่ถูกเชิดเงินหนี ไม่ยอมโอนเงินค่ารถให้ ตอนนี้กำลังอยู่ในชั้นศาล
โดยจ๋ายกล่าวว่า “คือผมว่าคอมเมนต์มันก็เป็นเอกฉันท์อยู่แล้ว มีหลายคนออกมาพูดอยู่แล้ว ผมคิดว่าทุกคนควรจะรู้สึกตัวและตื่นตัวเรื่องนี้ เพราะมันไม่ค่อยปกติ มันคนละเรื่องกันเลย ซึ่งก็มองได้ว่ามันมีหลายเหตุผล หลายปัจจัย
พอเกิดเรื่องอย่างนี้ มันก็มีแต่คนฉวยโอกาส ยกตัวอย่างเลยว่า เราเคยผ่านเหตุการณ์แบบนี้ที่หนักกว่านี้ อย่างลุงพลมาแล้วด้วยซ้ำ เราควรจะเรียนรู้จากบทเรียนที่เกิดขึ้นบ้างในสังคม
ผมเข้าใจว่ามันจะมีคนฉวยโอกาส หรือเขาอาจจะหวังดีต่างๆ นานา ก็แล้วแต่ แต่สุดท้ายแล้วมันไม่มีทางไปได้ หรือประสบความสำเร็จได้ ถ้ามันไม่ได้รับการสนับสนุนจากคนฟังหรือผู้ชม”
คำว่ากระแสมันหอมหวานขนาดไหน?
“จริงๆ ผมไม่ได้ติดตามข่าว ก็ถามจากเพื่อนๆ เหมือนกันว่าเขาดราม่าเรื่องอะไร แล้วพอรู้เรื่องก็รู้สึกแย่กับความรู้สึกตัวเอง ที่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติ เพราะผมเห็นมันเกิดขึ้นซ้ำบ่อยเหลือเกิน กับการที่คนหยิบฉวยโอกาสเหล่านี้ แล้วเอามาทำมาหากินในสังคมต่อ”
คิดว่าภาพลักษณ์ในวงการบันเทิงมันจะเปลี่ยนกฎเกณฑ์จะเป็นยังไงไหม?
“สำหรับผมไม่หรอก สุดท้ายมันอยู่ที่แฟนเพลง อยู่ที่ผลงานอยู่ดี ในขณะเดียวกันก็ไม่รู้ว่า เขาอาจจะทำมา โอ้โห…ควอลิตี้เทียบเท่าลิซ่าเลยก็ได้ ถูกไหม ถ้าเขาทำได้เราก็รอดู เราก็พร้อมสนับสนุน แต่พอมันเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติ เดี๋ยวมันก็จะเห็นเองผ่านผลงาน”
หลายคนกังวลว่าเด็กจะทำตามและเลียนแบบ?
“อันนี้น่าเป็นห่วง ว่าเด็กหรือใครก็แล้วแต่ที่อาจจะไม่มีวิจารณญาณ ก็อาจจะใช้วิธีการนี้เพื่อที่จะไต่เต้าไปสู่ความสำเร็จ หรือความดังได้”
แล้วเด็กสมัยนี้เริ่มมาอัดคลิปกันเยอะแล้วใช่ไหม?
“ใช่ครับ ทุกอย่างมันไวมาก ส่วนตัวผมไม่ได้ซีเรียสมาก เพราะผมรู้สึกว่าผมไม่ได้เป็นเจ้าของวงการ ใครจะทำอะไรก็ทำไป เราแค่เหนื่อยใจกับสิ่งที่มันเกิดขึ้น และเหนื่อยใจกับสังคมมากกว่า
แต่เราก็รู้สึกชื่นใจหน่อย ที่ยังมีคนรู้สึกตัว ไม่ใช่ว่าโอเค ติดตามข่าวเขาแล้ว พอเข้ามาทางนี้ก็ยังไปสนับสนุนเขาอีก คือมันคนละเรื่องกัน ไปไกลเลย”
ที่ผ่านมา บางคนจะได้เป็นนักร้อง เขาต้องผ่านอะไรมามากมาย บางคนต้องเข้าแข่งขัน แล้วพอมันเกิดเหตุการณ์นี้ มันจะทำให้สิ่งเหล่านี้มันเลือนหายไปไหม?
“ไม่หรอก ผมว่าเหมือนเดิมแหละ เหตุการณ์นี้มันแค่แสดงให้เห็นถึงความน่าเกลียดของการหยิบฉวยโอกาสในการมาหาผลประโยชน์ใดๆ ก็แล้วแต่ ผมไม่สนับสนุนอยู่แล้ว”
หลายคนกำลังจับจ้องดูว่าพี่จ๋ายจะโพสต์อะไร หรือติดอะไรหรือเปล่า?
“ติดครับ เดี๋ยวนี้หน้าฟีดมันเป็น AI แล้ว มันก็จะดันแต่พวกการเมืองมา เรื่องการ์ดช่วงนี้ก็ลดลงมาแล้ว เพราะเราไม่มีเวลาจริงๆ ทัวร์คอนเสิร์ตก็มีตลอด เรื่องสัญญา GMM แกรมมี่ ก็จบลงกันด้วยดีแล้ว ก็จะเป็นเรื่องของการปล่อยเพลงเข้าสตูฯอัดเพลง แล้วก็เรื่องหนังที่ต้องโปรโมต”
แสดงว่าเราพลาดที่จะได้เห็นคลิปที่นอนสีแดงโดเรม่อน?
“ไม่ได้ดูเลย ก็งงเหมือนกัน อะไรที่นอนหมอนโดเรม่อนวะ คือยังไม่ได้เห็นเลย เราได้ยินแต่คำบอกเล่า คือมาเห็นข่าวชัดๆ ก็ตอนที่เกิดดราม่าเรื่องนักร้องนี่แหละ ก็เห็นมีเพื่อนๆ พี่ๆ ในวงการเริ่มโพสต์กัน”
เห็นเราโพสต์หาวงนักร้องด้วย แล้วมีเกณฑ์ตัดสินยังไงบ้างในการคัดเลือก หลังจากเกิดเหตุการณ์แบบนี้?
“คือหลักๆ มาจากที่ผมมีไอเดียในการขายเขาไหม คือจริงๆ ผมเจอเด็กๆ หลายคน เอาเดโม เอาเพลงมาส่งเยอะมาก หลายคนมีโพเทนเชียล แต่อาจจะไม่เหมาะกับผม คือหมายถึงว่าผมไม่รู้จะขายเขายังไง
ผมเป็นค่ายเพลงนะ ผมก็มีหน้าที่ที่ต้องขายเขา หรือนำเสนอเขาไปให้กับคนอื่นได้ดู ได้ฟัง ได้ชม แต่ถ้าเขาเก่งมากๆ แล้วเราไม่มีไอเดีย ผมก็ไม่อยากให้เขาเสียเวลา
ถ้าเกิดเรามีไอเดีย เราก็จะคุยกับเขาว่าเขาเห็นด้วยกับไอเดียที่เราจะทำกับเขาหรือเปล่า ถ้าไม่เห็นด้วยก็จะได้ไม่ต้องร่วมงานกันแต่แรก ไม่งั้นมันก็จะมีปัญหา
ทัศนคติและนิสัยเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับผมนะ คือผมไม่รู้นะว่าใครมองยังไง แต่สำหรับผมสำคัญมากๆ เลย เพราะว่าการทำเพลงง่ายที่สุดแล้ว ในการเป็นศิลปินหรือการสร้างผลงาน ง่ายที่สุดแล้ว เช่นเดียวกันกับพี่ๆ เป็นนักข่าว บอกให้พี่ทำข่าวหน่อย สัมภาษณ์หน่อย พี่ก็ต้องถามได้เลย
เช่นเดียวกันกับผม เป็นศิลปินอาชีพ เป็นนักดนตรีอาชีพ ผมก็ต้องทำเพลงได้เลย โดยที่ไม่ต้องรอแรงบันดาลใจ มันต้องทำเป็นอาชีพได้
เพราะฉะนั้น สิ่งที่ยากที่สุดคือการทำตัวยังไง การปฏิบัติตัวยังไง การเสียสละบางสิ่งบางอย่าง เรื่องบางเรื่องเราทำไม่ได้ เราต้องเข้าใจว่าทำไมถึงทำไม่ได้ มันมีสิ่งที่จะต้องแลกในการเป็นศิลปินอยู่
แล้วมันไม่มีกฎหมายมาบังคับด้วยว่า ถ้าไม่ทำสิ่งนี้แล้วตำรวจจะจับนะ แต่ถ้าไม่ทำสิ่งนี้ คุณอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ หรืออาจจะประสบความสำเร็จได้ไม่มาก มันมีบาร์ของมันอยู่
ทัศนคติกับความสามารถมันมาคู่กัน บางคนก็ดีมากเลย แต่บางทีก็ต้องอาศัยการฝึกฝนมากหน่อย มันก็เหมือนมาคู่กัน เป็นสิ่งที่ทิ้งกันไม่ได้”
แต่เรายังมีความเชื่อใช่ไหมว่า แม้จะมีกระแสข่าวฉาบฉวย แต่มันก็สู้มาตรฐานด้านการแสดงความสามารถในการเป็นศิลปินไม่ได้?
“ใช่อยู่แล้วครับ สุดท้ายแล้วสังคมก็เป็นคนตัดสินเองอยู่แล้ว ว่าศิลปินคนไหนหรือว่าวงไหนจะประสบความสำเร็จมากน้อย หลักๆ ผมมองว่า ใครที่เป็นประโยชน์ก็จะประสบความสำเร็จมาก ไม่ว่าจะทางใดก็ตาม
ยิ่งสร้างประโยชน์มากก็ดังมาก อาจจะเป็นคนดี ทำบุญบ่อย หรือว่าเป็นคนดี ร้องเพลงเพราะ หรือว่าพูดจาโดนใจ ฟังแล้วมีความสุข เอ็นดูเขาจังเลย อะไรก็ตามที่สร้างประโยชน์ ยิ่งสร้างประโยชน์มากก็ดังมาก แค่นั้นเอง แล้วสังคมก็เป็นคนตัดสินเอง ว่ามันดีหรือไม่ดี”
แล้วถ้าน้องๆ อยากจะเป็นศิลปินที่ดี ที่เท่เหมือนพี่จ๋าย ต้องทำยังไง?
“ไม่ดีหรอกครับ ก็มีชั่วบ้าง (หัวเราะ) อย่างแรกต้องฝึกฝนในเรื่องของความสามารถ อุดรอยรั่วในสิ่งที่ตัวเองยังไม่เก่งเท่าคนอื่น ต้องรู้ตัวก่อนว่าอะไรที่เราเก่ง หรืออะไรที่เราไม่เก่ง อะไรที่ไม่เก่งก็ต้องฝึกเพิ่ม ง่ายมากเลย เหมือนนักกีฬา ก็ต้องฝึกเพิ่ม
ถามว่าทำไมถึงมีเพลงสต็อกไว้เยอะมาก ก็เพราะว่าวันหนึ่งผมกลัวว่าไม่เก่ง ผมก็เลยต้องเขียนเผื่อในวันที่ผมยังเก่งอยู่ เพราะผมรู้ตัวว่าถ้าวันหนึ่งแก่แล้วเขียนไม่ได้ ตายแน่เลย ตอนที่ยังเขียนได้ก็เลยเขียนไว้เยอะๆ
มากกว่านั้นคือการปฏิบัติตัว ต้องรู้ตัวเองว่าอะไรควร อะไรไม่ควร มากน้อยแค่ไหน มันก็ไม่ได้แย่ขนาดที่ว่าเป็นตัวเองไม่ได้เลย
ก็น่าจะเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย ที่ผมก็ยังเป็นตัวเองบ้าง อาจจะลดดีกรีลงจากตอนเด็กๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าแมสเสจในการสื่อสารมันเปลี่ยนไป ถ้าตอนเด็กๆ ก็อาจจะขวานผ่าซากไปเลย ด่าการเมืองแบบตรงๆ ดูหัวรุนแรงจังเลย ก็เปลี่ยนมาเป็นแซวแทน
เหตุผลที่เปลี่ยน เพราะว่าเจอคนเยอะขึ้น โตขึ้น แก่ขึ้น เจอคนเยอะขึ้น หมายถึงเจอคนที่คิดต่างกับเรา ซึ่งหลายๆ คนไม่ใช่คนชั่ว เป็นคนดีหมด นักการเมืองในสีที่เราไม่ชอบ บางคนก็ไม่ได้รู้สึกว่าชั่วขนาดนั้น เขามีเป้าหมายเดียวกัน แต่มีวิธีการที่ต่างกันกับเรา
ผมเลยคิดว่า ผมอยากจะสื่อสารให้กว้างขึ้น ก็แค่เปลี่ยนวิธีการ จากที่พูดตรงๆ บางครั้งก็พูดอ้อมๆ ก็ได้นี่ บางครั้งพูดให้ซอฟต์ลงก็ได้นี่ พูดติดตลกก็ได้นี่ อันนี้แหละที่ทำให้เห็นว่า การสื่อสารมันมีหลายแบบ แต่แน่นอนว่าก็จะมีคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจบ้าง แต่ว่าวิธีนี้ ณ ช่วงชีวิตตอนนี้ มันเวิร์กกับตัวผม ซอฟต์ลงแล้ว”
แต่เราก็ยังเป็นตัวแทนในการพูดแทนหลายๆ คนเหมือนเดิม?
“ผมรับภารกิจนี้มา ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ผมว่าแฟนเพลงของไททศมิตร เขาไม่ได้ชอบผมในฐานะตัวแทนแห่งความฝัน ผมรู้สึกว่าเขาสนับสนุนเราเพราะความหวังมากกว่า เขาหวังว่าการสนับสนุนผมแล้ว ผมจะพูดแทนเขา พูดเสียงของเขาให้คนได้ยินบ้าง
ถามว่าพอได้ยินแล้วมันจะเปลี่ยนไหม ก็ไม่เปลี่ยน แต่ให้เรื่องของเขาเบาลงบ้าง เพราะว่าเขาสนับสนุนผมเพราะสิ่งนั้น เราก็เลยยังคงพูดอยู่ แต่พูดด้วยวิธีการไหน แค่นั้นเอง
ซึ่งวันหนึ่งผมอาจจะไม่ใช่เสียงของเขาแล้ว หรือวันหนึ่งผมอาจจะเป็นเสียงของเขา แต่พวกเขาแก่กันหมดแล้ว มันหมดยุคของเขาและของผมแล้ว ผมก็ไม่จำเป็นต้องพูดแล้ว มันหมดยุคที่จะต้องพูดแล้ว ก็ต้องปล่อยให้คนเจนเนอเรชันหลังมาเป็นคนพูดไป
ผมอยู่ในวงการมาเกือบ 10 ปี เจอคนมามากมาย ไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดที่จะบอกว่าพูดผ่าน Facebook แล้วมันจะเปลี่ยนแปลงอะไร ไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดนั้น
แต่ว่าพูดแล้ว อย่างน้อยแฟนเพลงผมก็ได้มาคอมเมนต์ ได้มาระบายบ้าง แค่นั้นผมก็รู้สึกว่ามันโอเคแล้ว ส่วนคอมเมนต์ที่เข้ามาด่าผม ผมก็เข้าใจได้ ผมก็เป็นตัวระบายความเครียดให้เขาด้วย ทั้งคนที่เห็นต่างและคนที่เห็นด้วย”
ถามเรื่องที่ไปขึ้นศาลที่ปทุมธานี?
“อันนั้นก็เป็นคดีรถ ผมไม่ได้ฟ้องคอมเมนต์ใครนะครับ ไม่เคยฟ้องคอมเมนต์ใคร (นึกว่าจบแล้ว) ก็ไปศาลครั้งแรก และครั้งหน้าน่าจะจบแล้ว รถถูกขายไปให้คนที่เชียงใหม่ไปแล้ว แล้วเขาซื้อให้แฟนเขาในวันแต่งงาน ผมก็เลยไม่อยากเรียกคืน ก็เลยกันเขาเป็นพยาน วันที่ขึ้นศาลเขาก็มาด้วย
รายละเอียดผมไม่แน่ใจกระบวนการ แต่เบื้องต้น พฤติการณ์ของเขา เขามีโจทก์อยู่ประมาณ 60 เคส ถ้าผมจำไม่ผิด แล้วเกือบทุกเคสยอมความ ให้ผ่อนหมดเลย แต่ผมมาเป็นเคสเดียวที่ไม่ให้ผ่อน ผมก็เรียกเขาเท่าค่ารถเลย เขาขายไป 550,000 บาท
แต่เขายื่นมาว่าขอผ่อน ผ่อนได้ไหม แต่ผมบอกว่าไม่ผ่อนสักบาทเลย ด้วยเหตุผลที่ว่ามันเสียเวลาผม ตั้งแต่ผมไปออกรายการ โหนกระแส ต้องทวง ต้องมาขึ้นศาลอีก ผมร้องเพลง ผมก็ได้เงินเกินมาแล้ว
ดังนั้นผมบอกว่าผมไม่ให้ผ่อนสักบาทเลย ถ้าพี่จะผ่อน ผมถือว่าผมจ้างพี่ติดคุกแล้วกัน พี่ติดคุกไปเลยดีกว่า ถือว่าเป็นบทเรียน มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้นหรอก ผมไปถ่ายหนังมาก็สนุกดี”






