ศาลสั่งจำคุก บัญชีม้ารายสุดท้าย! “เบสท์ ชนิดาภา” วอนอย่าซ้ำเติมเหยื่อ เผยกลมิจฉาชีพยุคใหม่ใช้จิตวิทยาขยี้จุดอ่อน ยอมรับบทเรียนราคาแพง สูญ 1.2 ล้าน

“เบสท์ ชนิดาภา” เปิดใจหมดเปลือก ยอมรับน้ำตาตกในหลังสูญเงินก้อนโต 1.2 ล้านบาทภายในวันเดียว จากกลโกงมิจฉาชีพสวมรอยเพจรับสมัครนักรีวิวโรงแรม เผยทำใจโอกาสได้เงินคืนริบหรี่ แต่ขอสู้สุดใจในฐานะผู้เสียหายส่งคนผิดเข้าคุก พร้อมวอนเกรียนคีย์บอร์ด “อย่าซ้ำเติมเหยื่อ” หวังเรื่องของตนเป็นอุทาหรณ์เตือนภัยสังคม
วันที่ 17 ก.ค. 69 นักแสดงสาว เบสท์ ชนิดาภา พงศ์ศิลป์พิพัฒน์ พร้อมด้วย ทนายเฉลิมศักดิ์ วงเมือง เดินทางมาที่ ศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อสอบพยานเพิ่มเติม กรณี เบสท์เป็นโจทก์ร่วมกับอัยการ ฟ้องผู้ต้องหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, และเป็นผู้เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากธนาคารของตนโดยรู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี” ภายหลังจำเลยยอมรับสารภาพตามที่ฟ้อง ศาลจึงมีคำสั่งจำคุกจำเลย 1 ปี 12 เดือน
โดย เบสท์ ให้สัมภาษณ์พร้อมเล่าย้อนเล่าเรื่องราวจุดเริ่มต้นโดนมิจฉาชีพหลอก “จุดเริ่มต้นคือโดนหลอกจากเฟซบุ๊ก ในเพจของมาร์เก็ตติ้งอินฟูลฯ เขาประกาศรับสมัครนักรีวิวโรงแรม ซึ่งเรารับรีวิวอยู่แล้ว เราสนใจก็เลยทักไป เขาให้เราสมัครเทเลแกรมแล้วก็คุยผ่านทางนั้น มีการทดสอบการรีวิวต่างๆ ซึ่งระหว่างนี้เขามีค่าเสียเวลาให้เราทุกครั้ง เป็นเงินได้เปล่า ครั้งละหลักสิบ เขียนประมาณ 3-4 บรรทัด
และการทำรีวิว1 ครั้งเราจะสะสม 10 คะแนน หากสะสมครบ 100 คะแนนวันรุ่นขึ้นจะได้ไปรีวิวที่โรงแรมจริง ในระหว่างนั้นเราจะรายงานคะแนนเราตลอด ซึ่งจะต้องไปทำแคมเปญกิจกรรมต่อกับอโกด้า ซึ่งเป็นการแอบอ้าง มีการให้ใช้ทุนสำรองของเราเริ่มต้นที่ 400 บาท เป็นขั้นบันไดไปเรื่อยๆ ทำครบ 5 ครั้งได้ร่วมงานเลย แต่ในครั้งที่ 5 ครั้งสุดท้ายไม่ได้เงินคืน แล้วเราก็ถูกดึงเข้าไปในกลุ่มวีไอพี จำนวนเงินก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ
ณ เวลานั้นเราไม่ทราบว่าในกลุ่มเป็นหน้าม้ามีทั้งหมด 4 คน เราเป็นเหยื่อคนเดียว ทุกคนจะทำกิจกรรมแล้วก็โอนเงิน และทำภารกิจโปรโมตโรงแรมให้กับอโก้ด้า ให้เราแคปหลักฐานแล้วเขาจะจ่ายเงินให้เรา เราทำไปอยู่ 2 ครั้ง ก็ได้รับแจ้งว่าไม่สำเร็จเพราะเราทำผิดพลาด คนในกลุ่มที่เป็นหน้าม้าก็มารุมโทษเรา เป็นเพราะเราทำให้พวกเขาต้องโดนยึดเงินทั้งหมด ในนาทีนั้นเราก็รู้สึกผิด เราก็หาวิธีแก้ เขาก็บอกว่าต้องโอนเงินเพิ่มเพื่อแก้ไขงาน จำนวน 250,000 บาท แล้วก็ต้องโอนอีก 490,000 บาท
พอโอนเรียบร้อยก็เกิดปัญหาอีก คือไม่สำเร็จเพราะเราโอนเงินช้าไป 3 นาที เขาก็บอกเราต้องแก้ไขอีก ต้องโอนมาเพิ่มอีก 600,000 บาท ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในวันเดียว ตอนที่โอนก้อนสุดท้ายเราคิดว่าจบแล้วเราก็ได้เงินคืน แต่เขาบอกว่าวงเงินถอนเกิน ต้องโอนมาเพิ่มอีก 500,000 บาท เพื่อปลดล็อคบัญชี เราก็เริ่มรู้ตัวแล้วว่าถ้าเราโอนไปอีกมันไม่น่าจะสำเร็จอีก มันไม่ใช่แล้ว ก็เลยหยุดโอน แล้วโทรไปอายัดบัญชี โทรไปแจ้งความที่ 1441 แล้วก็ไปแจ้งความที่ สน.ทองหล่อ ทั้งหมด 1.2 ล้าน ใน1 วัน”
ตอนแรกคือเชื่อสนิทใจเลย?
เบสท์ “ตอนแรกเรายังไม่เชื่อว่าเราโดนมิจฉาชีพหลอก เราคิดว่ามันเป็นเรื่องงานจริงๆ เราไปตรวจสอบมาแล้วว่าบริษัทนี้มีจริง แต่คือเขาสวมรอย ตอนที่โอนเงินเราก็ถามนะทำไมต้องโอนเป็นชื่อบุคคล เขาบอกว่ามันเป็นตัวแทนของอโกด้า ด้วยความที่เราอยากจะทำงาน เราเลยอยากทำให้มิชชั่นสำเร็จสะสมคะแนนให้ครบ 100 คะแนนเต็ม”
ไปรู้จักเพจนี้จากไหน?
เบสท์ “เขายิงแอด เป็นการได้รับการโฆษณารับสมัครนักรีวิวโรงแรม ไม่ต้องมีประสบการณ์ก็ได้ ไม่เสียเงินสักบาท มีแต่เขาโอนมาให้จากการที่เขาทดสอบทักษะเรา ยอดคนติดตามเพจมีความน่าเชื่อถือ คนติดตามเยอะ มีติ๊กถูกสีฟ้า เราก็เช็กหมดทุกอย่างเลยค่ะ ทีหลังเราถึงได้รู้ว่าเขาสวมรอยซึ่งบริษัทนี้ที่มีอยู่จริง
ก็ขอเตือนภัยแล้วกันถ้าบางครั้งถ้าเราไม่มั่นใจว่าบริษัทนั้นจะถูกสวมรอยหรือเปล่า อาจจะต้องโทรไปสอบถามกับบริษัทนั้นโดยตรงก่อนเพื่อความมั่นใจ ถ้าเขาบอกไม่มีก็คือถูกหลอกแน่ ในเวลานั้นเราก็ไม่ได้โทรไปสอบถาม เราคิดว่าเราเช็กแค่ว่าบริษัทนี้มีจริงก็คือจบ แล้วอีกอย่างเทเลแกรมมันคือระบบที่มิจฉาชีพชอบใช้ เพราะทำลายหลักฐานง่าย พอเรารู้ตัวแล้วเราไม่ยอมโอนเงิน เขาก็จะระเบิดตัวเองไปเลย เราก็แคปหลักฐานได้แค่เท่าที่เหลือ พวกเลขบัญชีปลายทางที่เป็นบัญชีม้า จะส่งมาในกลุ่มแค่ 5 นาทีก็จะสลายไปเลย”

นาทีที่รู้ตัวว่าโดนมิจฉาชีพหลอก ตอนนั้นเราเป็นยังไงบ้าง?
เบสท์ “ตอนนั้นยังไม่เชื่อตัวเองเลยว่าจะโดน มันเกิดรวดเร็วมากภายในวันเดียว อยู่ดีๆ เงินก็หายเกลี้ยงบัญชี มันก็ช็อก คือปัจจุบันพวกมิจฉาชีพรู้ว่าคนต้องการหางาน มีรายได้เสริม เขาก็ยิงตรงเป้าหมายของเขา หลังจากที่โดน ก็มีคนที่โดนเหมือนเราทักมา คือร้อยเปอร์เซ็นต์ จะเป็นผู้หญิงทั้งหมด มีผู้ชายไปลองสมัครดู เขาไม่รับ เขารับเฉพาะผู้หญิงเท่านั้น อาจจะเป็นเพราะผู้หญิงขี้สงสาร
เขาวางแผนมาหมดแล้ว เขาก็จะมีให้ยืมเงินเขาก่อนด้วยนะคนที่เป็นหน้าม้า หากเราโอนเงินช้า เขาให้เรายืม แต่เขาจะโอนเงินตรงไปให้บัญชีม้าอีกคนหนึ่งเลย ไม่ผ่านเรา ช่วงเวลาสลิปเขาก็มีการแก้ไขตรงกับเวลาการโอนจริงทุกอย่าง มันสมจริงมาก แต่เขาจะปิดคิวอาร์โค้ดไว้ไม่ให้เราเช็ก เขาบอกว่ามันเป็นความส่วนตัว เขาจะให้ทุกคนปิดคิวอาร์ เราเลยเช็กไม่ได้ว่ามีการโอนจริงไหม”
ฟ้องข้อหาอะไรบ้าง?
ทนาย “ข้อหาฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่นมาฉ้อโกง, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์, พ.ร.ก.เทคโนโลยี เอาเฉพาะคดีนี้นะครับ ตอนแรกเขาปฎิเสธ เขาอ้างว่าบัญชีเขาเปิดให้ใช้จริง แต่เขาไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับกระบวนการพวกนี้ที่มาหลอกลวง ก็คือปฎิเสธข้อหาร่วมกันฉ้อโกง แต่วันนี้เขาหลุดมาเองว่าที่เขาไม่รู้เรื่อง แต่ละครั้งที่แก๊งพวกนี้ให้เขาทำธุรกรรมเกี่ยวกับการเงิน ถ้าโอนเงินให้บัญชีที่มียอดเยอะๆ จะต้องสแกนหน้า หรือไม่ก็ต้องไปแบงค์ หรือทำโอทีพี เขาก็หลุดมาว่าเขาโดนหลอกให้สแกนหน้าทุกครั้งที่โอน ทางเรารู้แล้วว่าบัญชีปลายทางคือใคร แล้วไปไหนต่อ คดีนี้น้องของผู้ต้องหาโอนไปที่บัญชีปลายทาง มันก็จะมีบริษัทไม่กี่บริษัทหรอก
จับผู้ต้องหาได้สามคนแล้ว ติดคุกอยู่สองคน?
เบสท์ “ใช่ค่ะ”
เขาติดคุกกันนานแค่ไหน?
ทนาย “คนแรกสองปีแปดเดือน เพราะว่าเคสนั้นเขามีคดีเก่า ศาลก็เลยมีเหตุให้เพิ่มโทษ (บัญชีม้าเหมือนกันใช่มั้ย?) กลุ่มนี้แหละครับที่น้องเขาโอน คือจะมีสี่คนที่น้องเขาโอนบัญชีเข้าไป”
อีกคนกี่ปี?
เบสท์ “คนที่สองคือหนึ่งปี แต่คนล่าสุดวันนี้โดน 1ปี 12 เดือน”
คนนี้เขาปฏิเสธในเรื่องคดี สรุปคนนี้ยังไง?
ทนาย “วันนี้เขาสารภาพผิดทุกข้อกล่าวหา แล้วศาลตัดสินว่ามีความผิดตามฟ้อง ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน เป็นความผิดกรรมเดียวกันนี่แหละ และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แล้วก็เรื่องบัญชีม้า ซึ่งโทษของวันนี้ก็ 1ปี 12เดือน”
หลังจากนี้เขาจะทำยังไงต่อ จะประกันตัวออกมาสู้คดีไหม?
ทนาย “มันเป็นสิทธิ์ของจำเลยครับ ถ้าไม่พอใจในคำพิพากษาก็อุทธรณ์ได้ ว่าคำพิพากษาหนักไปหรือไม่ หรือว่ามีเหตุอันควรรอการลงโทษหรือไม่ เขาก็มีสิทธิ์ของเขา ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนตั้งแต่วันนี้ ส่วนของทางโจทก์เอง ถ้าโจทก์ร่วมหรือโจทก์เองไม่พอใจ ศาลตัดสินน้อยไป ก็มีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ได้เหมือนกัน เพื่อให้ลงโทษได้หนักขึ้น”
คิดว่าทางจำเลยคนนี้จะยื่นอุทธรณ์ไหม?
ทนาย “ดูทรงแล้วไม่น่ายื่น (เขาจะยอมติดคุกหรอ?) ครับ”
แล้วทางเรามีการยื่นเพิ่มโทษไหมหรือว่าพอใจแล้ว?
ทนาย “ต้องพิจารณาดูอีกที เพราะว่ารู้สึกว่าจำนวนเงินที่น้องเขาโดน กับอัตราโทษมันค่อนข้างจะเบาไปหน่อย”
เบสท์ “จำนวนเงินที่โดนสำหรับจำเลยคนนี้ 740,000 กว่าบาท คือคนแรก 450,000 บาท คนนี้ก็โดนจำคุก 2ปี 8เดือน คนที่สองยอดประมาณ 10,000 กว่าบาท คนนี้โดนจำคุก 1ปี ส่วนคนนี้ 740,000 บาท ก็ที่แจ้งไปว่า 1ปี 12 เดือน ก็ค่อนข้างน้อย”
แล้วความหวังที่จะได้เงินคืนมีความหวังมากน้อยแค่ไหน?
เบสท์ “ต้องยอมรับว่า ไม่คาดหวังดีกว่าค่ะ คิดว่าโอกาสค่อนข้างยาก เพราะจริงๆ แล้วตัวบัญชีม้าทั้งสามคนที่เราโอนไป เขาไม่มีคืนอยู่แล้ว คือตอนนี้ก็ต้องให้ทางพี่ทนายบอยช่วยดำเนินการต่อ ว่าเราจะไปทางไหน”
ทนาย “คือเรื่องนี้มันเป็นความผิดอาญาและมันมีความเสียหายในทางแพ่งเกิดขึ้น ซึ่งความผิดอาญามารับสารภาพกันไปสามคดีแล้ว ซึ่งสิ่งที่ผมคิดไว้ก็คือว่าเดี๋ยวต้องไล่ดูเส้นทางการเงินในทางสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเขาสามารถให้เราดูข้อมูลได้ขนาดไหน แต่เบื้องต้นพอรู้มาว่าเส้นเงินสุดท้ายไปกระจุกกันที่ไหน ซึ่งสิ่งที่ผมจะทำก็คืออาจจะพิจารณาเรื่องการฟ้องคดีแพ่ง เพื่อให้บุคคลที่รับเงินเป็นเส้นสุดท้ายมาอธิบายว่าคุณมีความเกี่ยวข้องกับคนสามคนนี้ คุณมีมูลหนี้อะไรที่ต้องชำระ ถ้าอธิบายไม่ได้ก็ต้องไปคุยกันต่อที่ศาลว่าเงินดังกล่าวรับไปโดยชอบธรรมหรือไม่ และต้องคืนผู้เสียหายหรือไม่”
เพราะเรื่องเงินต้องสู้กันทางคดีแพ่งเท่านั้น?
ทนาย “คือการดำเนินคดีอาญา เดี๋ยวต้องไปตามว่าทางชุดสืบสวนเขามีเส้นเงินชัดเจนแค่ไหน ตัวคนที่ได้รับเงินมีเอกสารมาชี้แจงได้ดีขนาดไหน ว่าเขาได้รับเงินชอบโดยกฎหมาย ถ้าเขาไม่มีหลักฐานมาแสดงผมว่าก็ควรจะใช้ดุลยพินิจในการดำเนินคดีนี่แหละ”
โอกาสที่จะได้เงินคืนต้องทำยังไง เผื่อเป็นแนวทางให้กับคนอื่นด้วย?
ทนาย “ในมุมของผมคือถ้าไม่ว่าใครก็แล้วแต่ ที่ได้รับความเสียหายในคดีนี้ แนะนำให้ทำหนังสือร้องขอความเป็นธรรมไปที่สน. ที่เราไปแจ้งความ เพื่อให้เขาไล่เส้นทางการเงินจนสุดสาย เอาให้สุดเลยว่าสุดท้ายแล้วเงินมันไปกระจุกอยู่กับใคร เพราะผมเชื่อว่าการกระทำลักษณะแบบนี้ มันไปกระจุกอยู่แค่ไม่กี่คนหรอก แล้วจะโอนเงินไปต่างประเทศ ก่อนที่จะโอนเงินไปต่างประเทศมันไปรวมเงินที่ไหนก่อน
อันนี้อยู่ที่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจะทำให้เราหรือไม่ อันแรกถ้าตามก็มีโอกาสได้ถ้ามีเงินเหลือด้วยนะ ส่วนอย่างที่สองในการดำเนินคดีแพ่งก็คือฟ้องติดตามเอาทรัพย์คืน ก็คือเงินที่เอาไปโดยไม่ชอบทางกฎหมาย เขามีสิทธิ์ติดตามเอาทรัพย์คืนอยู่แล้ว ส่วนได้หรือไม่ได้ในทางแพ่งก็ต้องเข้าใจว่าคดีแพ่งพอฟ้องไปต่อให้ชนะคดี ถ้าตัวจำเลยที่ถูกฟ้องไม่มีทรัพย์สินอะไรเลยให้บังคับคดีได้ก็ต้องทำใจประมาณหนึ่ง”
เราสามารถใช้กฎหมายบังคับขายทรัพย์สินที่มีอยู่ได้ไหม?
ทนาย “เขาต้องมีทรัพย์สินก่อน พอเขาไม่มีก็เหนื่อยหน่อย อันนี้ในทางแพ่งนะ ส่วนในทางอาญาถ้ามันรับเงินจากผู้กระทำความผิดบ่อยๆ ก็ต้องไปดู พ.ร.บ.ฟอกเงินอีกทีหนึ่ง”
ในเคสแบบนี้ต้องให้สน. ตามให้ เคสนี้ตามหรือยัง?
ทนาย “เคสนี้เรายังไม่ได้ตามเลย แต่เบื้องต้นผมไปตามแล้ว แต่ตามเป็นหนังสือยังไม่ได้ตาม เดี๋ยวเราทำเป็นหนังสือไปตาม เดี๋ยวต้องเอาคำพิพากษาในคดีนี้ที่ออกมาประกบกับหนังสือร้องขอความเป็นธรรมให้ตามเส้นเงินสุดท้าย และเรียกให้เจ้าของที่รับเงินเส้นสุดท้ายมาอธิบาย”
ทางแพ่งเราจะเริ่มเมื่อไหร่?
ทนาย “จริงๆ ทางแพ่งเคยแนะนำคุณเบสท์ไปแล้ว ว่ามันเริ่มได้ตั้งแต่ตอนเลยก็ได้ ก็อยู่ที่คุณเบสท์ เพราะว่าการฟ้องทางแพ่งมันต้องมาพิจารณา คือในทางแพ่งถ้าเราไม่รู้ว่าเขามีทรัพย์สินอะไรบ้าง บางทีฟ้องไป 1. ค่าธรรมเนียมศาลร้อยละสองมีอยู่แล้ว ค่าใช้จ่ายต่างๆ อยู่แล้ว เราก็เลยเลือกที่จะดำเนินคดีอาญาก่อน เพราะในการดำเนินคดีอาญาเจอตัวจำเลยก็คุยกันในส่วนแพ่งต่อไป เผื่อมันได้ตังค์ แต่คุยมาแล้วดูแล้วไม่ได้ ก็เดี๋ยวพิจารณาในทางแพ่งไป”
เราฟ้องคดีอาญาผู้ต้องหาทั้งสามคนไปเราชนะหมดเลยทั้งสามคน?
ทนาย “ในคดีอาญาเขารับสารภาพ ศาลตัดสินอยู่แล้ว มันเป็นคดีที่ไม่ใช่อัตราโทษห้าปีขึ้นไป ถ้ารับสารภาพไม่ต้องสืบกันต่อ มันผิดตามฟ้องอยู่แล้ว”
ทรัพย์สินก่อนหน้านี้ก่อนที่เราฟ้องเขาหรือก่อนที่เขาจะทำผิดกับเรา ถ้าเกิดมีมีการโอนย้ายเราสามารถติดตามต่อได้ไหม?
ทนาย “ถ้าเราเป็นเจ้าหนี้แล้วเคยบอกกล่าวให้เขาชำระหนี้คือเขาเองก็เข้าใจว่าเขาเองก็มีหนี้ที่ต้องชำระ ถ้ามีการแยกย้ายถ่ายเททรัพย์สิน มันก็เป็นโกงเจ้าหนี้อยู่แล้วครับ ก็มีความผิดทางอาญา
ซึ่งพูดคุยแล้วดูแล้วไม่มี? ดูทรงแล้วไม่มี เป็นคนรับจ้างทั่วไปเลย อย่างกลุ่มแรก รับสารภาพก็เป็นเหมือนพวกเด็กรับส่ง ขับรถขนส่ง อายุยังน้อยอยู่เลย ส่วนคนที่สองก็เป็นคนมีอายุแล้ว น่าจะ 50 เกือบ 60 แล้ว ซึ่งเขาก็มองว่าเขาไม่รู้เรื่องเขาโดนหลอกมาเปิดบัญชี อันนี้คือข้ออ้างของเขานะ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ไอ้แก๊งที่รับสารภาพในคดีแรก ก็เป็นญาติกัน เรามีหลักฐาน คือแฟนของผู้ต้องหาคนแรก เป็นลูกของผู้หญิงคนนี้ผู้ต้องหาคนที่สอง”
มุกที่ใช้กันว่าเปิดบัญชีม้าเพราะว่าโดนหลอก อย่างงี้เราต้องจิตแข็งใช่ไหม?
เบสท์ “ใช่ค่ะอย่าไปเชื่อ”
ทนาย “พวกนี้เขารู้กันอยู่แล้ว จิตวิทยาสูง ไม่งั้นไม่ทำให้เบสท์สงสารได้ขนาดนี้หรอก”
เขาเป็นคนที่แชทกดดันเราเลยใช่ไหม?
เบสท์ “ไม่ใช่ค่ะ เหมือนเขาถูกใช้บัญชี เบสท์คิดว่าจริงๆ เขามีทีมของเขา ที่จะมาหลอกลวง ซึ่งคนพวกนี้อาจจะไม่ได้เป็นคนพิมพ์แชตกับเราหรอก แต่จะมีทีมพวกหน้าม้า แต่เขาเป็นเลขที่บัญชีชื่อนามสกุลเขาคนที่ให้เราโอนเข้าไป”
ทนาย “คือตามกฎหมายตัวการร่วมมันต้องรับผิดฐานะร่วมกันอยู่แล้ว”
แต่เราตามคนที่มาแชตกับเราไม่ได้ใช่ไหม?
เบสท์ “ไม่ได้ค่ะ พวกนี้ตามตัวตนยากมาก”
เขาไม่ได้ซัดทอดต่อใคร?
ทนาย “แก๊งพวกนี้เราก็พยายามถามนะคะว่าที่น้องโอนเงินในบัญชีไปให้ ปลายทางที่น้องโอนไปเป็นใคร เขาก็บอกไม่รู้จัก แต่ไปยอมรับว่าสแกนหน้าให้โอนเงิน”
แล้วในกรุ๊ปไลน์เราได้แคปโปรไฟล์รูปหน้าเขาไว้ไหม?
เบสท์ “เราก็แคปไว้เป็นหลักฐานในเรื่องของแชท มันก็มีทั้งชื่อและรูปเขา (เป็นไปได้มั้ยเขาใช้รูปคนอื่น?) อันนี้ค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นรูปคนอื่น เพราะว่ามีหลายคนมาแสดงตัวว่าเขาถูกแอบอ้างใช้รูป ในเคสเราก็มีคนมาแสดงตัวว่า ถูกเอารูปไปใช้ ถูกเอาชื่อไปใช้ เขาเอาชื่อคนอื่นมาใช้หมด”
พอเราเจอกับตัวเราเรียนรู้บทเรียนอะไรบ้าง และเห็นโพสต์คำนึงว่า อย่ามองว่าคนที่เป็นเหยื่อโง่?
เบสท์ “คือเหตุการณ์ครั้งนี้ก็ทำให้เราต้องมีสติ สติสำคัญมาก เวลาเกิดเหตุอะไรพวกนี้เราอย่าอยู่คนเดียวเพียงลำพัง อย่างน้อยถ้ามีคุณพ่อคุณแม่หรือมีเพื่อนอยู่ก็จะมีคนช่วยเตือนสติ
อย่างเหตุการณ์นี้เบสท์อยู่คนเดียวในห้อง แล้วคุณพ่อคุณแม่อยู่ด้านล่าง เขาก็จะไม่รู้ว่าเราทำอะไรอยู่ แล้วก็จะไม่มีคนคอยบอกเรา เราก็เลยโฟกัสอยู่ที่การที่กำลังคุยกับมิจฉาชีพอยู่ มันเลยทำให้เราไม่สนใจสิ่งแวดล้อมอย่างอื่นเลย อันนี้ต้องระมัดระวังในเรื่องของการมีสติก่อน และต้องคิดเสมอว่าให้เราตรวจสอบดีๆ ในเพจเฟซบุ๊กต่างๆ
แต่เราโดนมาเราก็เลยรู้ว่าเราดูเป็นแล้ว เราจะดูว่าเพจอันนี้ถูกสร้างมาเมื่อไหร่ มีการเปลี่ยนชื่อทั้งหมดกี่ครั้ง แล้วคนที่เป็นแอดมินเป็นคนประเทศอะไรบ้าง ส่วนมากถ้าเป็นมิจฉาชีพก็จะมีหลายประเทศเลย เราสังเกตได้ในข้างต้นก่อน
แล้วส่วนมากถ้าเป็นพวกมิจฉาชีพเขาจะเร่งรัดเรา เร่งรีบในการให้เราทำธุรกรรม ไม่งั้นเราจะเสียโอกาสอะไรสักอย่าง เราก็ต้องระมัดระวัง และใช้เวลาคิดไตร่ตรองให้ดี สมมุติเราตกเป็นเหยื่อ อย่างแรกก็คือคิดก่อนว่า อันนี้เคยบอกตัวเองก่อนจะโดน แล้วก็ไม่คิดว่าตัวเองจะโดน เราก็บอกกับตัวเองว่าอย่าโอนเงินให้บัญชีที่เราไม่รู้จักชื่อ ใครก็ไม่รู้ แต่พอถึงจุดนั้นจริงๆ มันเหมือนเราถูก ด้วยภาวะความกดดัน พอเวลาบอกใครไปคนก็จะไม่เชื่อ
คือตัวเราเองก็เจอคอลเซ็นเตอร์โทรมาเยอะ เราก็ไม่เคยตกเป็นเหยื่อของการโทร แต่อันนี้เป็นการพิมพ์แชตอย่างเดียว ไม่มีการโทรเข้ามา ไม่มีการวิดีโอคอลทั้งสิ้น มันเป็นการพิมพ์พูดคุย ซึ่งปกติเบสท์รับงานต่างๆ เราก็ใช้พูดคุยเป็นหลักอยู่แล้ว เราก็เลยรู้สึกว่าอันนี้เป็นการสอบถามข้อมูลในการทำงาน ตอนนี้เราก็ต้องระมัดระวังเพราะว่ามิจฉาชีพเขาก็เล็งเห็นว่าประชาชนทุกคนก็อยากมีรายได้เสริม อยากทำงาน บางคนก็โดนหลอก ในลักษณะของการที่อยากจะขายสินค้า ก็จะดึงไปในกลุ่มไลน์โอเพ่นแชต ก็ต้องมีค่าสมัคร
สุดท้ายอยากขายของก็กลายเป็นเสียเงิน มันมีเยอะมากมีผู้เสียหายหลายคนทักมา มีทั้งแบบของเบสท์ในเรื่องของการรีวิวโรงแรม บางคนก็โดนขายเสื้อผ้า คือมันเป็นภาวะปกติของมนุษย์ ที่เวลาคนทักมาว่าสนใจสินค้าที่เราลง เราก็อยากจะขาย เราก็มีโอกาสที่ตกเป็นเหยื่อได้ง่าย จากความที่เราต้องการขาย ต้องการมีรายได้ ก็ต้องระมัดระวัง จากแพลตฟอร์มปัจจุบันเบสท์ว่านอกจากโทรเป็นคอลเซ็นเตอร์แล้ว ในแพลตฟอร์มพวกเฟซบุ๊กก็เยอะมาก แล้วพวกเขาก็จะยิงแอดให้ตรงทาร์เก็ต และช่วงอายุเรา ก็ต้องระมัดระวังเขาเจาะกลุ่มตลาดได้ทุกจุดทุกครั้ง
ทุกวันนี้ก็ยังมีคนที่เป็นเหยื่ออยู่ ยังมีคนทักมาหาเบสท์ทุกวัน เบสท์มองว่าการที่เรามาให้ข้อมูลกับสื่อ มันก็เป็นการให้อุทาหรณ์กับคนอื่น อย่างน้อยได้เห็นข่าวของเบสท์ผ่านตา ก็ยังได้ระมัดระวังตัวเองไว้ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อแบบเบสท์ ก็อยากให้ทุกคนระมัดระวังจริงๆ ว่ามันน่ากลัวมากๆ เดี๋ยวนี้ AI พัฒนาไปเยอะมากๆ สามารถปลอมวิดีโอคอลได้ มันมีหลายๆ เหตุการณ์ที่เราเจอและคนรอบตัวเจอ
เพราะฉะนั้นเวลามีคอลเซ็นเตอร์โทรเข้ามา แล้วมีเสียงตื๊ด นั่นคือการอัดเสียงแล้ว ต้องระมัดระวังอย่าพูดอะไรไป เพราะพูดไรเสร็จปุ๊บเขาอัดเสียงเรา แค่นิดเดียวเขาสามารถแปลงเป็นเสียงเราให้เหมือนเป๊ะได้ เพราะฉะนั้นเขาสามารถหลอกผู้ปกครองเราว่าเราเกิดอุบัติเหตุได้ เพราะฉะนั้นอาจต้องระมัดระวังคุณพ่อคุณแม่เราอาจจะยังไม่ทันในส่วนนี้ อาจจะต้องเตือนผู้ใหญ่ในบ้านด้วย
แล้วขนาดเบสท์เป็นกลุ่มคนยุคใหม่เรายังตกเป็นเหยื่อเลย เพราะฉะนั้นอาจต้องเตือนผู้สูงอายุด้วยแล้วก็เด็กๆ ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ เพราะเงินมันไปเร็วมาก เวลาเงินมันออกภายในหนึ่งถึง 2 นาทีมันหายไปเลยในพริบตา แล้วมันเอากลับมายาก ต่อให้เราโทรอายัดแล้วก็ไม่ทัน”
อันนี้เป็นครั้งแรกที่เราโดนมิจฉาชีพหลอกไหม?
เบสท์ “ใช่ค่ะเป็นครั้งแรกที่โดน แล้วก็จะเป็นครั้งแรกครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายและจะไม่มีอีกแล้วค่ะ ตอนนี้คือกังวลมากพอมีงานติดต่อเข้ามา ตอนนี้ก็กังวลเริ่มกลัวเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่ามีคนติดต่อให้เราไปรีวิวโรงแรมว่าจะโดนหรือเปล่า จะโดนหลอกอีกไหม เราก็ไม่มั่นใจ ก็ต้องมีการโทรไปสอบถามพูดคุย แล้วก็มีการมัดจำกันให้เรียบร้อย อย่างน้อยมั่นใจว่ามันมีงานนี้จริงๆ”
การโดนหลอกครั้งนี้มันกลายเป็นแผลในชีวิตเรา?
เบสท์ “ในช่วงหลังเกิดเหตุก็ค่อนข้างกังวลและเริ่มไม่มั่นใจกับงานที่ติดต่อเข้ามาเพราะเรารู้สึกว่าจะเป็นมิจฉาชีพอีกไหม”
การโดนหลอกครั้งนี้มันกลายเป็นแผลในชีวิตเรา?
เบสท์ “ในช่วงหลังเกิดเหตุก็ค่อนข้างกังวลและเริ่มไม่มั่นใจกับงานที่ติดต่อเข้ามาเพราะเรารู้สึกว่าจะเป็นมิจฉาชีพอีกไหมจะโดนซ้ำรอยอีกไหม เราก็เลยค่อนข้างกังวล แต่พอผ่านเวลามาหนึ่งปีสองเดือน เราเริ่มคัดกรองมากขึ้น ว่าอันนี้ปลอมแน่ๆ อันนี้จริง ก็ต้องระวัง แล้วเตือนคนรอบข้างหมดเลยค่ะ”
ช่วงแรกเสียน้ำตาเยอะไหม?
เบสท์ “ต้องยอมรับว่าไม่มีน้ำตาเลยสักหยดเดียว (น้ำตาตกใน?) มันน่าจะเป็นน้ำตาตกในมากกว่า มันเป็นความเครียดสะสมมากกว่า มันจะไม่ได้ออกเป็นน้ำตา มันจะเป็นความรู้สึกว่าทำไมเราถึงตกเป็นเหยื่อ เราพลาดได้ยังไงทั้งที่เราก็เสพข่าว ดูข่าว ไม่คิดว่าจะโดนกับตัวเอง เพราะเราคิดว่ามันเป็นเรื่องงาน เพราะเราไม่ได้ไปลงทุนหรืออะไร คือเราจะไปทำงานนะ มันก็กลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เราพลาดในกรณีนี้”
เรียกได้ว่าอย่าอายการที่จะออกมาให้ข้อมูล?
เบสท์ “ใช่ค่ะ จริงๆ เบสท์อยากจะบอกทุกคน เรามีพื้นที่สื่อเรา วันหนึ่งถ้าเราโดนมิจฉาชีพ ก็อยากให้ออกมาแชร์กันเยอะๆ เพราะว่าบางครั้งสื่อที่ออกไปแบบนี้ ประชาชนในประเทศไทยอาจจะไม่ได้ดูครบ แต่ถ้าหนึ่งคนแชร์ไปก็จะมีคนแชร์ต่อๆ ก็เหมือนเราได้ช่วยเหลือคนอื่น ทำให้เขาไม่ตกเป็นเหยื่อ ก็อยากขอความร่วมมือ คืออย่าอาย อย่ากลัว ที่จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทำไมมีเงินแต่โง่ คือเกรียนคีย์บอร์ดค่อนข้างเยอะอยู่แล้ว ในการที่เขามาตำหนิเราแต่อยากจะบอกเลยว่าอย่าซ้ำเติมเหยื่อ เพราะว่าเหยื่อกระทบมากพออยู่แล้ว อยากจะให้กำลังใจกันมากกว่า อยากให้เป็นการเตือนสติระมัดระวังตัวกัน ตัวเองอาจจะโชคดีที่ไม่โดนในวันนี้ แต่ในวันข้างหน้าเราก็ไม่มีโอกาสที่จะรู้ว่าจะโดนไหม เพราะฉะนั้นก็อยากให้ระมัดระวังตัวกัน”
ในวันนี้พอใจกับคำตัดสินไหม?
เบสท์ “ก็พอใจค่ะ ก็ถือว่ารับสารภาพ ไม่ต้องเสียเวลามากในการสืบพยานต่อ อย่างน้อยก็มีสำนึกบ้าง ก็ได้รับโทษ หลายคนก็มีการอินบ็อกซ์มาถามว่า เป็นยังไงบ้างได้เงินคืนไหม ได้เงินคืนครบหรือยัง เพราะบางทีเขาเห็นข่าวว่าจับบัญชีม้าได้ครบแล้วทั้งสามคน เขาก็เลยรู้สึกว่าเราได้เงินคืนแล้วใช่ไหม แต่เบสท์ก็อยากจะบอกว่า เราไม่ได้มีสิทธิพิเศษที่ทำได้เร็วกว่า เพราะนี่ก็ใช้เวลาหลายปีเหมือนกัน ก็ทำตามขั้นตอนเลย
คนก็จะมองว่าพอเป็นเคสคนดัง ดารา จับได้เร็ว แต่เราไม่ได้เงินคืนนะคะ ไม่ได้เลย เพราะว่าทางจำเลยก็ไม่มีเงินที่จะชำระ และชดใช้ทั้งหมด สิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดก็พยายามบอกทุกคนที่เป็นเหยื่อเหมือนกันหรือที่เป็นผู้เสียหาย ทำดีที่สุดคือจับจำเลยหรือคนที่เป็นบัญชีม้าทั้งหมดให้ได้รับโทษและจำคุก
นี่คือสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดในฐานะผู้เสียหายและประชาชนที่เดือดร้อน ทำได้ดีที่สุดแค่นี้จริงๆ แต่เรื่องจำนวนเงินอันนี้ก็อาจจะต้องทำใจไว้หน่อยว่าอาจจะยาก แต่ตอนนี้เราคิดแค่นี้เลยว่าอยากให้คนผิดได้รับโทษค่ะ”
ทั้งนี้ เบสท์ ชนิดาภา พงศ์ศิลป์พิพัฒน์ ได้กล่าวขอบคุณ พ.ต.ท.เอกพงษ์ ผูกพันธ์ กองกำกับการ 1 กองบังคับการปฏิบัติการพิเศษ (กก.1 บก.ปพ.) ที่ดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาคนสุดท้ายนี้ได้อย่างรวดเร็ว